ใช่แค่ไม่สกปรกนะ แต่สะอาดมากด้วย แค่สิ่งก่อสร้างยังเก่าอยู่บ้าง แต่แบบนี้ก็ดี จะได้หากลิ่นอายในตอนนั้นเจอ
คุณยายหลิวกลับบ้านเกิดไปแล้ว ตอนนี้มีชีวิตดีมาก คนในหมู่บ้านดูแลเธอดีมาก คนในครอบครัวยอมรับเธออีกครั้ง มีชีวิตที่ดีเลยล่ะ” จิ่งเหยียนเล่า
ฟางเจิ้งตกใจมาก ถึงเขาจะหวังให้รัฐบาลเก็บท่าเรือที่ส่งวีรชนไปแต่ยังไม่กลับมาไว้ก็ตาม แต่เขาไม่ได้หวังอะไรมาก ถึงอย่างไรหลายเรื่องก็ไม่น่าเปลี่ยนไปเพราะความตั้งใจของคนคนเดียว เพียงแต่ไม่นึกเลยว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้กว่าที่เขาคิด
เมื่อได้ฟังข่าวดี ฟางเจิ้งสวดไปบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ ประเสริฐๆ”
สองคนคุยกันอีกนิดหน่อย จิ่งเหยียนพูด “ไต้ซือ คุยแค่นี้ก่อนนะคะ วันนี้ยังมีข่าวต้องไปสัมภาษณ์อีก ตื่นนอนแล้ว บายค่ะ”
ฟางเจิ้งไม่ได้ถามอะไรมาก วางสายแล้วเริ่มกินข้าว
เด็กแดงนั่งตรงข้าม แต่กลับเอียงหูฟังตลอด เห็นฟางเจิ้งพูดจบก็กลืนข้าวคำสุดท้ายลงไป จากนั้นแสยะปาก ทำเสียงหึๆ “อาจารย์ คุยกับอุบาสิกาหรือ? คุยมีความสุขเหลือเกิน”
ฟางเจิ้งได้ฟังจากน้ำเสียงมีลับลมคมในของเด็กแดงแล้วเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยด้วยความจริงใจ “จิ้งซินเอ๋ย กินข้าวเสร็จแล้วหรือ? กินเสร็จแล้วก็ไปตักน้ำเถอะ”
เด็กแดงมองฟางเจิ้งอย่างคับอกคับใจ ฟางเจิ้งกำลังกินข้าวช้าๆ อย่างมั่นคง ทำท่าทางว่านายตามสบาย เด็กแดงย่นจมูกขึ้นพลางคิดในใจ ‘ถ้าไม่ใช่ว่าสู้เจ้าไม่ได้ รับรองว่าจะตีเจ้าให้ตาย!’
ก่อนเด็กแด