ั่งสอนบ้าง ให้เขารู้จักเก็บอุปนิสัย?’
‘นั่นจะยังเป็นเขาหรือ?’ หลวงจีนหนึ่งนิ้วถามอีก
หลวงจีนหงเหยียนอึ้งไปเล็กน้อย คิ้วขมวด ‘การบำเพ็ญเพียรเดิมทีคือความขมขื่นและเหงา ถ้าไม่สงบจิตใจลงจะบำเพ็ญเพียรตระหนักเต๋าได้อย่างไร?’
หลวงจีนหนึ่งนิ้วชี้ไปที่หินก้อนหนึ่ง ‘ท่านว่าหินก้อนนั้นบำเพ็ญเพียรได้หรือไม่?’
‘ไม่มีชีวิตจะบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร?’ หลวงจีนหงเหยียนตอบ
หลวงจีนหนึ่งนิ้วพูดต่อ ‘ใช่ ไม่มีชีวิตก็บำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่อะไรคือสิ่งมีชีวิตล่ะ? อาตมาคิดว่าอุปนิสัยต่างหากคือสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต ทำลายนิสัยคนก็เท่ากับฆ่าคนนั้น เหมือนหินก้อนนี้ ถ้าทุกคนล้วนกลายเป็นหินที่มันเงาได้ แล้วใครจะเป็นโต๊ะ?’
หลวงจีนหงเหยียนเหมือนเข้าใจ ถามกลับ ‘อุปนิสัยก็เป็นสิ่งที่จะทำผิดได้ง่ายที่สุดเช่นกัน’
หลวงจีนหนึ่งนิ้วพยักหน้า ‘อาตมาคิดมาตลอดว่าฟ้าดินทุกสรรพสิ่ง ล้วนฝึกฝนอุปนิสัย ฝึกฝนความดีงาม แก้ความชั่วคงเหลือความดี รักษาเจตนาเดิม นั่นต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นทุกคนจะฝึกฝนตามอุปนิสัยของพระพุทธองค์กันหมด แล้วโลกนี้จะมีพระสังกัจจายน์จากไหน จะมีพระโพธิสัตว์หรือพระอรหันต์ที่มีอุปนิสัยต่างกันจากไหน? ต้องใจกว้างถึงจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ พุทธศาสนาพัฒนามาหลายปีขนาดนี้ ที่รุ่งเรืองได้ยืนยาวนั่นเพราะมหาสมุทรรับแม่น้ำร้อยสาย ไม่ใช่ต้นไม้โดดเดี่ยวธงผืนเดียวที่ยกหางตัวเอง
ถึงเด็กคนนี้จะหัวดื้อ แต่เจตนาเดิ