ื่องสมควร แต่ว่าห้ามทำลายป่าไผ่เด็ดขาด พวกโยมทำแบบนี้จะส่งเสียงดังเกินไป ส่งผลถึงความสงบของวัด อีกอย่างตัดไผ่บนเขาไม่เหมาะสม แต่พวกโยมขุดกันได้บ้าง ไผ่นี่โตเร็วมาก อีกไม่กี่วันคงจะโตไปถึงกลางเขาตรงตาน้ำพุนั่น ที่นั่นมีพื้นที่ราบอยู่ เหล่าญาติพี่น้องไปขุดหน่อไม้หรือตัดไผ่อะไรก็เชิญ อาตมาไม่ว่าอะไร”
“แล้วพวกบนเขาล่ะ? ปล่อยไว้เยอะแบบนี้ นะ…นี่มันเสียของไปรึเปล่า” หวังโอ้วกุ้ยมองป่าไผ่สีเขียวมรกตผืนนั้นด้วยความปวดใจ
ฟางเจิ้งตอบยิ้มๆ “โยม ความโลภไม่มีวันเติมเต็ม ส่วนป่าไผ่นี่น่าจะดึงดูดญาติโยมให้มาเที่ยวชมกันไม่น้อย”
“เอ่อ…” หวังโอ้วกุ้ยอึ้ง จากนั้นยิ้ม ตบตัวเองไปทีหนึ่ง “จริงด้วย ฉันคิดเยอะไปเอง ถ้าตัดป่าไผ่นี่จะทำลายวิว มีป่าไผ่จะต้องดึงดูดญาติโยมให้มาเที่ยวกันเยอะแน่ ถึงตอนนั้นหมู่บ้านเราจะอาศัยโอกาสนี้พัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวได้ เหอะๆ…นั่นต่างหากคือธุรกิจระยะยาว แถมรักษาสภาพแวดล้อมสีเขียว”
ฟางเจิ้งยิ้มเช่นกัน ถ้าหวังโอ้วกุ้ยยืนหยัดจะตัดป่าไผ่ เขาคงจัดการเรื่องนี้ยากจริงๆ แม้นักบวชจะเน้นเรื่องอันธาตุดินน้ำลมไฟล้วนเป็นสิ่งว่างเปล่าหรือตัดกรรมอะไรพวกนี้ แต่ชีวิตคนอยู่บนโลก จะให้ว่างเปล่าจริงๆ ได้อย่างไร? ข้าวของในชีวิตประจำวัน การกินดื่มหลับนอน สิ่งต่างๆ มากมายเชื่อมเข้าด้วยกัน ถ้าว่างเปล่าจริงๆ ก็คงบรรลุอรหันต์แล้ว
ส่งหวังโอ้วกุ้ยเสร็จ ฟางเจิ้งเดินไปป่าไผ่ทันที ไปตามหาแม่ต้นไผ่นั้น จากนั