ตอนแรกฟางเจิ้งคิดจะปลูกในวัด แต่ตอนนี้ดูๆ แล้วในวัดไม่ใช่ความคิดที่ดี เขาออกจากวัดเอกดรรชนี มองไปรอบๆ สุดท้ายก็ถือเมล็ดไผ่หนาวเดินมาอยู่ตรงพื้นที่โล่งข้างๆ ไร่นาข้าวผลึก
“เอาล่ะ ปลูกที่นี่แล้วกัน” ฟางเจิ้งพูดพลางขุดหลุม ยัดเมล็ดเข้าไป รดน้ำนิดหน่อย ทว่ากลับไม่เกิดภาพที่จะเติบโตในทันทีอย่างที่จินตนาการไว้ จึงส่ายหน้าแล้วเดินมาอยู่ข้างไร่นา เมล็ดข้าวผลึกออกหน่อแล้ว เสริมดุลให้ทั้งไร่นาเป็นสีเขียวมันขลับ
ทุกอย่างไม่มีปัญหา ฟางเจิ้งเรียกลิง หมาป่าเดียวดายและกระรอกหิ้วตะกร้าไปหาเห็ดในป่าเขา ถึงอาจจะหาไม่เจอ แต่ว่างๆ แบบนี้ออกไปเดินเล่นดีกว่า!
เวลาผ่านไปทีละวัน คนงานก่อสร้างถนนรวดเร็วมาก ตอนนี้ซ่อมมาถึงครึ่งทางแล้ว วันนี้ฟางเจิ้งเปิดประตูใหญ่วัดก็อึ้งไป มีหญิงชราผมขาวยืนอยู่ท่านหนึ่ง สวมกี่เพ้าที่ซักจนออกสีขาว ผมขาวหวีเป็นระเบียบมาก เชยคางขึ้นนิดๆ ราวกับว่าไม่ใช่หญิงชรา แต่เป็นราชินีท่องเที่ยวมา
ทว่าแต่งตัวแบบนี้ทำให้ฟางเจิ้งตกใจสะดุ้ง เงยหน้ามองฟ้า ดวงตะวันโผล่มาแล้ว ไม่มีปัญหา ไม่ใช่ผี…พอมองอุโบสถหมื่นพุทธข้างหลังก็นึกถึงฐานะตน ต่อให้เป็นผี เขาก็ไม่มีเหตุผลจะต้องกลัว จึงวางใจสบาย
“อมิตาพุทธ สีกา เชิญด้านใน” ฟางเจิ้งไม่ได้ถามอะไร แต่เอียงกาย ประนมสองมือ
“หลวงพี่เกรงใจไปแล้วค่ะ” หญิงชรายิ้มน้อยๆ รอยยิ้มเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองมาก ก่อนยกเท้าข้ามธรณีประตูสูงของวัด เงยหน้าขึ้นเห็นต้นโพธิ์อ