เจิ้งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจึงหุบปากเงียบไป แต่เดินตามไปอย่างนี้
ขึ้นเขามา เข้าวัดเอกดรรชนี ฟางเจิ้งถึงหันกลับมาประนมสองมือสวดบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ ประสก เดินตามอาตมาถึงวัดเอกดรรชนีมีอะไรรึ?”
“ไต้ซือ ผมมาขอบคุณท่านน่ะครับ ถ้าไม่ได้ท่านผมคงตายไปแล้ว” หลิ่วเทาเป็นผู้ชายใจถึง จะพูดขอบคุณยังมีความไม่เป็นธรรมชาติอยู่เล็กน้อย
ฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ “ทุกอย่างคือพรหมลิขิต อาตมาเคยบอกว่าอาตมาช่วยคนที่มีวาสนาต่อกัน ในเมื่อช่วยประสก นั่นก็คือชะตากรรม ไม่ต้องขอบคุณ”
“มันไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ไต้ซือ เมื่อกี้สมองผมแหลกกระจายไปแล้ว คือว่า…ไต้ซือ ผมเป็นคนหยาบกระด้าง ท่านว่า…จะขอบคุณท่านยังไงดี?” ถึงหลิ่วเทาจะทำงานก่อสร้าง พูดให้สูงกว่านั้นคือเป็นวิศวกร พูดให้ต่ำลงคือเป็นคนงาน เป็นคนง่ายๆ ทำอะไรก็ง่ายๆ พูดตรงๆ ชีวิตนี้ไม่เคยติดค้างบุญคุณใคร แต่ดันติดค้างบุญคุณครั้งใหญ่อย่างกะทันหัน จึงทำอะไรไม่ถูกอยู่นิดๆ
ฟางเจิ้งยิ้ม “ถ้าประสกอยากขอบคุณอาตมาจริงๆ ก็ง่าย ไปขอบคุณพวกท่านพระโพธิสัตว์ก็พอ”
เดิมทีหลิ่วเทาคิดว่าฟางเจิ้งจะบอกความต้องการของเขา แต่ไม่นึกเลยว่าจะง่ายแบบนี้ จึงถามด้วยความไม่เข้าใจ “แค่นี้เหรอครับ?”
“ใช่ ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะ?” ฟางเจิ้งถามกลับ เขาอยากได้คำขอบคุณมากกว่านี้ แต่ขอบคุณเปลี่ยนเป็นข้าวไม่ได้ เขาจะเอามาทำอะไร? เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งจับต้องไม่ได้มากนัก กลับกันถ้าให้เงินที่ไม่ใช่เงินจุดธูปได้