หลิวไต้เฟินได้ยินดังนั้นพลันถอนหายใจโล่งอก สำหรับเธอที่เพิ่งเสียเงินฝากทั้งหมด ชีวิตจากนี้ไม่มีเงินอีกแล้วนั้น การบริจาคเงินให้นักบวชเป็นภาระที่ไม่น้อยอย่างเห็นได้ชัด เธอมาวัดเอกดรรชนี แน่นอนว่าเพราะชื่อเสียงของวัดเร็วๆ นี้ และที่มากกว่านั้นเป็นเพราะนี่เป็นวัดเล็ก เธอคิดว่าคงประหยัดเงินได้…
ฟางเจิ้งพูดจบก็เห็นหลิวไต้เฟินไม่ขยับ จึงยิ้มน้อยๆ “อาตมายังมีธุระ ขอตัวก่อนนะ สีกาตามสบาย”
พูดจบฟางเจิ้งก็ไปหลังลานวัด ทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีในตัวเอง เขาอยู่ข้างนอก หลิวไต้เฟินคงจะอายที่จะหยอดเงินบริจาคหนึ่งหยวน เพียงแต่ว่าในใจเขากำลังร้องโอดครวญ ‘เงินในกระเป๋าเราที่ใช้ได้มีแค่สองหยวนกว่า…ยังมีหน้าไปสงสารคนอื่นอีก? เกิดมามีชะตายากจนแท้ๆ…ยังมีหน้ามาทำเป็นพูดจาดี’
สรุปฟางเจิ้งไปแล้ว หลิวไต้เฟินถอนหายใจโล่งอก ควักเงินหนึ่งหยวนยัดใส่ในกล่องบริจาค เพียงแต่ว่าตอนที่ออกจากวัด เธอตรึกตรองแล้วก็หยิบมาอีกสิบหยวน กัดฟันใส่เข้าไป ถึงพาหลี่เฮ่าเผิงออกไป
จนหลิวไต้เฟินไปแล้ว ฟางเจิ้งถึงออกมาจากหลังลานวัด
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง กำลังดูอะไรอยู่คะ?” จูหลินเห็นฟางเจิ้งทำลับๆ ล่อๆ จึงถามด้วยความแปลกใจ
ฟางเจิ้งว่า “ดูคนน่าสงสาร”
“คนน่าสงสาร? เล่าให้ฉันฟังได้ไหมคะ?” จูหลินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฟางเจิ้งมองจูหลินแวบหนึ่งก็เพิ่งนึกออกว่าจูหลินก็เป็นนักไลฟ์ เป็นอาชีพเดียวกัน เล่าให้เธอฟังได้จริงๆ ให้ถือซะว่าเป็นเครื่องเตือ