มยไหม?” ฟางเจิ้งถามอย่างสงสัย
ระบบตอบอย่างมีเหตุผล “พุทธศาสนามองฟ้าดินและทุกสรรพสิ่งเป็นอาจารย์ จีนมีอารยธรรมที่โดนเด่น ทำไมถึงไม่เรียนรู้ด้วยความถ่อมตน แต่ยึดถือของคนอื่นมาใช้? เล็กคือหนึ่งคน ใหญ่คือพระพุทธหนึ่งองค์ หนึ่งนิกายจะพัฒนาอาศัยเพียงกำลังของตัวเองไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่ว่านายจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ในโลกนี้ก็เป็นเพียงเม็ดข้าวในทะเล มีแต่วางความหยิ่งยโสลง รับส่วนที่ดีที่สุดไป กำจัดส่วนที่ไม่ดีออก พัฒนาตัวเองไม่หยุด นี่ต่างหากคือวิถีแห่งการอยู่รอดและอยู่ยั่งยืน ฉะนั้นพุทธศาสนาของเรารับมาใช้ ขณะเดียวกันก็รับการเรียนรู้มาด้วย”
ฟางเจิ้งได้ยินแบบนั้นจึงถูๆ จมูก เหมือนจะเข้าใจ หนึ่งนิกายเป็นแบบนี้ หนึ่งคนก็เช่นกัน เหมือนอย่างที่ขงจื๊อกล่าวไว้ ‘ทุกหนแห่งย่อมมีคนเก่งที่สั่งสอนเราได้’
“พูดมากจัง ตกลงนายจะรับไหม?” ระบบถาม
ยังต้องคิดอีกเหรอ? แน่นอนว่ารับ!
เมื่อฟางเจิ้งรับมา ในความคิดพลันปรากฏพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิบนดอกบัว เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน ไม่รู้ด้วยว่าเป็นองค์ใด แต่เห็นสองมือชัดเจนมาก นิ้วโป้งขัดกัน นิ้วชี้ยื่นเอาปลายนิ้วชนกัน นิ้วกลางโค้งข้อต่อกระดูกชนกัน นิ้วนางไขว้กันลอดผ่านใต้นิ้วกลาง ปลายนิ้วสูงกว่านิ้วกลาง ขณะเดียวกันนิ้วก้อยก็ประกบปลายนิ้ว นี่ก็คือมุทราราชสีห์ใน เป็นเวทเจ่อหนึ่งในเก้าเวทหัตถ์เทพนพเก้า!
วินาทีที่ฟางเจิ้งดูจนเข้าใจนั้น ก็เกิดการตระหนักรู้เล็ก