เมื่อลงเขามา หวังโอ้วกุ้ยรออยู่ตรงตีนเขาแล้ว ส่งเสียงทักทายฟางเจิ้งทีหนึ่ง ฟางเจิ้งจึงรีบเข้ามา
ในหมู่บ้านเอกดรรชนี สกุลหวังเป็นครอบครัวใหญ่ มีคนเยอะที่สุด หวังโอ้วกุ้ยบอกว่าเดิมทีที่นี่ชื่อว่าหมู่บ้านสกุลหวัง ต่อมาถึงเปลี่ยนชื่อ ตอนนี้แม้สกุลหวังจะไม่ได้เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน แต่ก็ยังมีจำนวนคนยึดไปครึ่งหมู่บ้านแล้ว ที่เหลือเป็นครอบครัวสกุลอื่นๆ
สกุลหวังมีสุสานบรรพบุรุษ ถ้ามีคนลาลับจะฝังไว้ในสุสานบรรพบุรุษ ส่วนตระกูลอื่นๆ จะฝังตามพื้นที่ฮวงจุ้ย…
หวังโอ้วกุ้ยนัดไว้แต่แรกแล้ว ฟางเจิ้งเลยมาสุสานสกุลหวังก่อนเป็นธรรมดา
หวังโอ้วกุ้ยตะโกน “มาแล้ว!”
แต่เมื่อทุกคนยืนขึ้น ฟางเจิ้งกลับไม่ขยับไปไหน เอาแต่มองผู้หญิงที่สวมกระโปรงลายดอกไม้ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แม้อากาศจะอบอุ่นแล้ว แต่ทางตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังไม่อบอุ่นเท่าทางใต้ ต้นเดือนสี่จะมีคนสวมกระโปรงน้อยมาก แต่วันนี้เจอแล้วหนึ่งคน
“ฟางเจิ้ง ฉันมีปัญหาอะไรรึเปล่า?” หวังย่าหนานก้มหน้ามองกระโปรงตัวเองพลางถามด้วยความไม่เข้าใจ
หวังโอ้วกุ้ยกล่าวเช่นกัน “ใช่ หลวงพี่ฟางเจิ้ง มีปัญหาอะไรรึเปล่า?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “สีกา สวมกระโปรงขึ้นเขาเป็นการไม่เคารพต่อบรรพบุรุษ การเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นเรื่องที่จริงจังมาก สีกาสวมชุดสีสันสดใสเกินไป บรรพบุรุษจะคิดว่าสีกาไม่ให้เกียรติในเรื่องนี้นะ”
หวังย่าหนานอึ้งไป “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”
หวังโอ้วกุ้ยตบหน้