าผาก “ถูกๆๆ…มีแบบนี้แหละ เมื่อก่อนเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่าผู้หญิงคนหนึ่งสวมกระโปรงไปสุสานทุกครั้ง ผลที่ได้คือลูกสาวล่อผึ้งเรียกผีเสื้อตั้งแต่ยังเล็ก ทำตัวไม่เรียบร้อย ต่อมาเลยไปหาไต้ซือ สาเหตุก็มาจากที่เธอสวมกระโปรงสีสันลวดลายจัดเกินไปสุสาน ทำให้บรรพบุรุษไม่พอใจ ลูกเลยมีปัญหา แน่นอนว่านี่เป็นแค่เรื่องเล่าน่ะนะ…”
“ปู่ นี่มันสมัยไหนแล้ว ยังสนใจเรื่องพวกนี้อีกเหรอ” หวังย่าหนานมองค้อน ไม่เชื่อเลยสักนิด
ฟางเจิ้งพูดด้วยสีหน้าปกติว่า “นิทานอาจเป็นเรื่องโกหก แต่สีกาลองคิดดู การเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นเรื่องจริงจังสีกายังแต่งตัวแบบนี้ได้ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เช่นนั้นความหมายของการเซ่นไหว้บรรพบุรุษอยู่ตรงไหน? การเซ่นไหว้บรรพบุรุษคือการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ส่งเสริมความกตัญญู ชนรุ่นหลังเห็นความกตัญญูของคนรุ่นก่อนแล้วจึงเกิดการเลียนแบบ ถ้าทุกคนเลียนแบบสีกา หลายปีจากนี้ไป ผ่านไปแต่ละสมัย มันจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกแล้ว ผลสุดท้ายเป็นยังไง? สีกาคิดว่าจะมีคนมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษไหม? นี่คือการสืบทอดและก็เป็นการสั่งสอนด้วย”
พูดจบ หวังย่าหนานหน้าแดงเล็กน้อย เบะปากเอ่ยว่า “ฟางเจิ้ง ไม่คิดเลยนะว่าพอนายเป็นเจ้าอาวาสแล้วจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แถมยังมาสั่งสอนฉันอีก”
“สั่งสอนลูกแล้วยังไง ฟางเจิ้งพูดผิดตรงไหน? เรียนมหาวิทยาลัยมาเสียเปล่าเหรอ กลับไปเปลี่ยนชุดเลย!” บิดาหวังย่าหนานต่อว่า
หวังย่าหนานทำปากจู๋