เจิ้งชินกับการหยอกล้อของคนในหมู่บ้านนานแล้ว ทุกคนต่างพูดกันไปอย่างนั้น ไม่มีใครใส่ใจ
หยางหวาไม่ได้ให้มาแค่กระดาษเงินกระดาษทองกับธูป แต่ข้างล่างยังหนักๆ เมื่อพลิกออกมาดูกลับเป็นแอปเปิลแดงลูกใหญ่หลายลูก กีวี่ และกล้วยหอมเป็นต้น
ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็ยิ้มน้อยๆ สวดไปทางแผ่นหลังหยางหวาบทหนึ่ง
ยามนี้เอง หวังโอ้วกุ้ยมาแล้ว หิ้วถุงใหญ่มาเช่นกัน ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นจึงรีบส่ายหน้า “อมิตาพุทธ โยมไม่ต้องแล้ว มีเท่านี้ก็เพียงพอ มากไปก็สิ้นเปลือง…”
“ให้รับไว้ก็รับไว้เถอะน่า จะพูดมากทำไม จะบอกให้นะ ผมไม่ได้ให้ท่านฟรีๆ” หวังโอ้วกุ้ยยิ้มบอก ยัดถุงให้ฟางเจิ้ง ปกติฟางเจิ้งใช้หนึ่งนิ้วถือหนึ่งถุง มือลิงก็เช่นกัน เหลือแค่คอที่จะแขวนให้เขาได้อีกสองถุงแล้ว
ของที่คนอื่นๆ ส่งกันเข้ามา แต่เป็นตายยังไงฟางเจิ้งก็ไม่รับ มีกระดาษเงินกระดาษทองมากขนาดนี้ เขาได้แต่ยิ้มฝืนๆ ในใจ ‘หลวงตาหนึ่งนิ้ว ท่านหลุดพ้นจากความยากจนก่อนผมอีกนะเนี่ย นับเป็นโชคดีของท่านจริงๆ…’
หวังโอ้วกุ้ยกล่าว “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านเอาของไปแล้ว คือว่า ถ้าพรุ่งนี้มีเวลาก็ลงเขามาอีกแล้วกัน พรุ่งนี้ทุกคนจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ท่านสวดสักสองบทก็พอ”
ฟางเจิ้งตรึกตรองดู เรื่องนี้ไม่ยากเลยตอบรับไป แต่ปีก่อนๆ ในหมู่บ้านจะเชิญนักบวชจากวัดผาแดงมาช่วยสวดให้ ถึงยังไงหลวงจีนหนึ่งนิ้วก็อายุเยอะแล้ว ขึ้นเขาลงเขาลำบาก การสวดมนต์ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ความจริงต้องเดิน