องลงเขาแล้ว” อวี๋กว่างเจ๋อว่า
ทุกคนอึ้งไป ไม่นึกเลยว่าจะถ่ายหนังเสร็จเร็วขนาดนี้ พลันเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ในเมฆหมอก มองหลวงจีนที่อยู่ไกลๆ มองฟ้าตรงเส้นขอบฟ้า ทุกคนไม่รู้ว่าในใจรู้สึกยังไง มีความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย มันเหมือนกับการฝึกทหาร ตอนฝึกร้องไห้จะเป็นจะตาย คิดจะหนีต่างๆ นาๆ แต่พอจะจบจริงๆ ดันเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ซึ่งมากพอจะทำให้ร้องไห้ไปพักหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนกลัดกลุ้มคือพวกเขาพยายามถ่ายหนังกันอย่างรวดเร็วมาก ทว่าเมื่อถ่ายเสร็จหลวงจีนหายไปแล้ว!
พวกเขาไม่รู้ว่าฟางเจิ้งใช้เวลาในการสวดมนต์สั้นนานไม่แน่นอนเลย แต่จะดูที่ความเข้าใจของตนทั้งหมด ถ้าอยู่ในสภาวะตระหนักก็จะสวดมนต์นาน เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่อยู่ในสภาวะ นั่งชั่วโมงเดียวก็ปวดก้นแล้ว ใครจะไปสวดต่อ?
เมื่อสิ้นเสียงคำว่าจบ ทุกคนเริ่มสนุกสนานสุดเหวี่ยง ตามด้วยเก็บข้าวของลงเขาไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่สิ่งที่ฟางเจิ้งคาดไม่ถึงคือ…
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง พวกเราไปแล้วนะ จากนี้ถ้าว่างจะมาเยี่ยม” นักแสดงที่ฟางเจิ้งไม่รู้จักคนหนึ่งทักทายเขา
ฟางเจิ้งมาที่หน้าประตู ประนมสองมือสวดไปบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ”
ต่อมามีนักแสดงทยอยกันบอกลาฟางเจิ้ง เห็นดังนั้นจึงสวดไปอีกบท
เขามองคนที่คุ้นตาแต่ไม่รู้จักชื่อเหล่านี้ทยอยกันเอ่ยลาไป ในใจเขาก็อาลัยอาวรณ์เล็กน้อยเหมือนกัน คนพวกนี้มาจากทั่วทุกสารทิศ จากนี้ถ้าอยากพบกันอีกเกรงว่าคงยาก
หลินตงสือ หลั