ความรู้สึกที่ว่าความคิดวุ่นวายในหัวถูกกวาดจนเกลี้ยง ความรู้สึกที่ว่าความกลัดกลุ้มที่กวนใจเหลือคณานับพลันถูกฉีกขาดจนหมดสิ้น และความรู้สึกที่เหมือนภูเขาใหญ่ที่กดทับในใจถูกเคลื่อนย้าย ทำให้เขารู้สึกเป็นสุขหลุดพ้นราวกับชาวนาพลิกกลับเอาชนะได้รับอิสรภาพ รู้สึกสบายทั้งตัวขึ้นมาก
เขาหันไปมองพวกเหล่าเถา หลินตงสือและหลัวลี่ จากนั้นโบกมือสื่อว่าให้พวกเขาไสหัวไป ส่วนเขาวางเบาะลงนั่ง ฟังสวดมนต์เงียบๆ สัมผัสถึงช่วงเวลาความสงบที่หาได้ยาก
“แปลกๆ แม้แต่ผู้กำกับอวี๋ยังเป็นแบบนี้ด้วย คงไม่โดนของล่ะมั้ง?” เหล่าเถาว่า
หลินตงสือมองหลัวลี่ “หลัวลี่ นายเลือดลมแข็งแรงไม่กลัวผีสางนี่ ไปลองหน่อยไหม?”
“ไปให้พ้นเลย นายบอกมาตรงๆ เลยดีกว่าฉันตัวใหญ่ ไม่มีสมอง หลอกง่ายว่าอย่างนั้น?” หลัวลี่ด่ายิ้มๆ แต่เขาก็อยากลองจริงๆ เลยบิดแขนพร้อมเดินเข้าไป
“ลมหนาวแม่น้ำอี้พัดมา ผู้กล้าไปลับมิกลับคืน…” หลินตงสือเตบ็งเสียงดัง
หลัวลี่ได้ยินจึงหันมาถลึงตามองแวบหนึ่ง “ถ้านายกล้าตะโกนอีก ฉันกลับมาจะหักขานายซะ!”
หลินตงสือหัวเราะเหอะๆ ไม่พูดอะไรอีก
หลัวลี่สูดลมหายใจเข้าลึก เดินไปทางฟางเจิ้งพลางคิดในใจ ‘บนโลกนี้จะมีเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้จริงๆ เหรอ? ไม่มีทางหรอกมั้ง…’
หลัวลี่เข้าไปใกล้พร้อมกับความคิดสงสัยและระแวงซึ่งจะถอยตลอดเวลา พอเข้าไปใกล้เรื่อยๆ สุดท้าย…นั่งลงข้างผู้กำกับอวี๋ ขยับเบาะนั่งเล็กน้อย เลือกท่านั่งสบายๆ ฟังสวดมนต์
“เ