จ้า นี่โง่จริงๆ รึเปล่าวะเนี่ย?” คนที่บอกว่าเป็นคนโง่ตอนแรกสุดร้องอุทาน
“อายุยังน้อยเกินไป เลยไม่มีความรู้ทั่วไป”
“คนหัวดื้อพูดอะไรก็ไม่ฟัง พวกเราพูดในสิ่งที่ควรจะพูดแล้ว เขาทำตามแต่ความคิดตัวเอง ก็ให้เขาปลูกต่อไปเถอะ พวกเราคอยดูสนุกๆ แล้วกัน” หลัวลี่กล่าว
ทุกคนยักไหล่สื่อว่าเห็นด้วย จากนั้นไปทำงานต่อ
เหล่าเถาเห็นผู้กำกับมาแล้วจึงปรี่เข้าไปเล่าเรื่องนี้ทันที เดิมทีจะให้ผู้กำกับอารมณ์ดี ทว่า…
“เหล่าเถา แกดูฉันนะ มีอะไรเปลี่ยนไปไหม?” ผู้กำกับถาม
เหล่าเถาเข้ามาใกล้ พิจารณาอย่างละเอียดแล้วส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนี่ครับ”
“มาๆๆ…” ผู้กำกับอวี๋กอดบ่าเหล่าเถา “ฉันยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงตอนนี้ ไม่ได้หวีผม ไม่ได้แปรงฟัน ฉันเหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว แกยังมีเวลาไปเล่นอีก? ดูแกคงจะว่างจริงๆ สินะ”
เหล่าเถาได้ยินดังนั้นหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน นี่จะประจบแต่โดนซะเอง!
สรุปคือผู้กำกับอวี๋ตะโกนว่า “ทุกคนพักหน่อย งานที่เหลือให้เหล่าเถาเหมาเลย”
เหล่าเถา “#@¥…”
เพียงแต่ทุกคนไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าภายในเต็นท์ใหญ่หรูหราใกล้ๆ มีคนได้ยินคำพูดนี้
หลี่เสวี่ยอิงมองไปตามหน้าต่าง เห็นภาพฟางเจิ้งกำลังปลูกข้าวจึงยิ้มเจื่อนๆ “เป็นคนโง่ใสซื่อจริงๆ…”
ถึงยามเย็น ในที่สุดฟางเจิ้งก็ปลูกข้าวเสร็จ เตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้วถึงนั่งลงข้างนา อ่านวัชรสูตร เมื่อเสียงอ่านดังขึ้น ฟางเจิ้งเหมือนได้ยินเสียงเปาะแปะแว่วๆ ร