ต่อมาเสียงกระรอกร้องจี๊ดๆ ดึงดูดความสนใจเธอ จึงเงยหน้าขึ้นมอง
เห็นกระรอกตัวหนึ่งโผล่หัวออกมา จากนั้นชกหมัดใส่อากาศไปทางฟางเจิ้งคล้ายกับคนมาก เหมือนกำลังพูดว่า “เรียกอะไรอยู่ได้ ไม่ให้!”
เธอตะลึงงัน นี่มันกระรอกนี่? มีสติปัญญา?
เธอมองเณรจีวรขาวอีกครั้ง เณรไม่โกรธ แต่ยิ้ม “นายคิดดีแล้วนะ ถ้าขี้เหนียวต่อไป อาตมาก็จะขี้เหนียวบ้าง ข้าวอาตมาเป็นของล้ำค่า ตั้งแต่ลิงมาก็เห็นก้นโอ่งข้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เลย…อาตมาต้องคิดหน่อยล่ะว่าควรจะเก็บข้าวจากตรงไหนดี นี่เป็นปัญหาจริงๆ”
ต่อมาเธอตาพร่ามัว เห็นกระรอกกระโดดลงมาบนบ่าฟางเจิ้ง ในมือถือเมล็ดสนพวงใหญ่สองพวง ดวงตาโตใสแวววาว ยัดพวงเมล็ดสนใส่มือฟางเจิ้งประหนึ่งกำลังสอพลอ เจ้าตัวเล็กฉลาดมาก โอ่งข้าวเป็นที่ที่ต้องดูทุกวันว่ายังมีข้าวเหลือเท่าไร มันรู้ดีว่าฟางเจิ้งไม่ได้พูดเล่น ข้าวเหลือไม่มากจริงๆ
ฟางเจิ้งยิ้มออก ยิ้มเบิกบานใจมาก ถึงจะแค่สนสองพวง แต่กลับยิ้มพอใจจากใจจริง ยิ้มจนไม่มีการเสแสร้งและใสซื่อมาก
เธอมองรอยยิ้มฟางเจิ้งก่อนมองกระรอก นัยน์ตามีความฉงนวูบผ่าน พวงสนสองพวกเท่านั้นเอง ทำไมถึงยิ้มร่าเริงขนาดนั้น? แต่ว่าทำไมฉันถึงยิ้มด้วยล่ะ? การกระทำของหลวงจีนนี่กับกระรอกมีความสบายๆ ไม่มีการคำนึงถึงเรื่องจุกจิกทางโลก มีเพียงของว่างง่ายๆ กับยิ้มร่าเริงเท่านั้น เธอชื่นชมความบริสุทธิ์นั้น
ขณะเดียวกันเธอขยี้ตา พยายามคิดว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือไม่ พอหยิกตัวเอง