จริงในโลกนี้ได้ยังไง?”
ฟางเจิ้งได้ยินแบบนั้นพลันตกใจสะดุ้ง ในเวลาปกติเมื่อฟ้ามืดเขาจะปิดประตูวัด เวลานี้ทั้งวัดมีเขาคนเดียว ที่เหลือเป็นสัตว์ จะเป็นช่วงที่เขาผ่อนคลายที่สุด แต่ตอนนี้เขาดันลืมปิดประตู ไม่นึกเลยว่าจะมีเสียงผู้หญิงดังแว่วมาข้างหูเบาๆ ทำเอาตกใจจนคิดว่าเจอผี!
ฟางเจิ้งหันไปมองก็เห็นผู้หญิงยืนอยู่ตรงปากประตู ชำเลืองมองบนพื้นแวบหนึ่ง มีเงา ไม่ใช่ผี! เขาถึงถอนหายใจโล่งอก ประนมสองมือพลางเดินเข้าไป “อมิตาพุทธ สีกา กลางคืนแบบนี้วัดต้องปิดประตูแล้ว”
“อ้อ” เธอพยักหน้า แต่กลับไม่มีท่าทีสนใจฟางเจิ้งเลย เธอเดินเข้าไปในวัด ไม่ได้ไปไหว้พระ แต่นั่งใต้ต้นโพธิ์ไม่พูดไม่จา
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นจึงเกิดความฉงน เจอกับคนโรคประสาทรึเปล่า? ขึ้นเขามาดึกดื่นแถมยังสวมแว่นตาดำอีก? เธอขึ้นเขาอย่างปลอดภัยไม่ตกเขาได้ยังไง? อมิตาพุทธ พระพุทธองค์ปกปักจริงๆ
ฟางเจิ้งเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ เขาเองก็ไม่อยากอึดอัด ในเมื่อเธอไม่พูด ฉันจะทำเป็นมองไม่เห็นเธอแล้วกัน
เขามาใต้ต้นไม้ แหงนหน้ามองยอดไม้ต่อ “กระรอก นายอ้วนขนาดนี้แล้ว กินน้อยๆ ลงหน่อยไม่ได้รึไง? แบ่งของว่างมื้อดึกให้อาตมาหน่อย พรุ่งนี้อาตมาจะเอาหน่อหลิวเฮาที่เก็บไว้มาตลอดทำใจกินไม่ลงให้นายลองชิมว่าไง?”
เดิมทีเธอคิดว่าเณรนี่เห็นคนนอกแล้วจะแสร้งเป็นไต้ซือเหมือนกับหลวงจีนส่วนใหญ่ เช่นตรงเข้ามาคุยด้วยหรือไม่ก็ทำนายชะตา อย่างแย่สุดจะใช้ภาษาธรรมสนทนาด้วยสักสองประ