เหล่าเถาเห็นดังนั้นจึงเงยหน้ามองฟ้า หนังหน้าบีบรัดตัว ทำท่าทางให้ตายยังไงก็จะไม่หัวเราะ กลัวว่าถ้าหัวเราะมากไปจะถูกโยนออกไปได้
แต่ผู้กำกับอวี๋มีไหวพริบ เอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม “นี่น่าจะเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ ไปเถอะ อย่ารบกวนเขาสวดมนต์บำเพ็ญเพียรเลย ไปทำงานกันได้แล้ว”
“อมิตาพุทธ ประสก วัดนี้มีอาตมาเพียงรูปเดียว” คนพวกนี้เสียงดังมาตลอดทาง ฟางเจิ้งได้ยินชัด เพียงแต่ไม่ได้ออกไปสนใจพวกเขาก็เท่านั้น ช่วงเร็วๆ นี้เขาขบคิดถึงปัญหาการทำนาสมาธิมาตลอด ยังไม่ได้ปลูกเมล็ดข้าวเลย ตอนนี้มีคนมากลุ่มหนึ่งแถมยังเสียงดัง เขาเลยไม่พอใจเล็กน้อย
สิ้นเสียงฟางเจิ้ง ผู้กำกับอวี๋อัดแน่นไปด้วยความโกรธ กว่าจะหาเหตุผลลงจากหลังลามาได้ไม่ใช่ง่ายๆ แต่ยังไม่ทันลงหลวงจีนนี่ล้อมเขากลับมา ทำไมถึงแยกแยะอะไรไม่ได้แบบนี้นะ!
แต่ผู้กำกับอวี๋ก็รู้ว่าเรื่องนี้จะโทษอีกฝ่ายไม่ได้ ได้แต่ถลึมตามองไอ้พวกที่อยากจะหัวเราะแต่กลั้นเอาไว้เหล่านั้น ก่อนหันกลับมาแสดงความเคารพฟางเจิ้ง “ท่านนี้คงจะเป็นเจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนีใช่ไหมครับ?”
ฟางเจิ้งยืนขึ้น ประนมสองมือแสดงความเคารพกลับ “อาตมาเอง ประสกมีธุระอะไรหรือ?”
ฟางเจิ้งพูดพลางเดินออกมาจากอุโบสถ อุโบสถเป็นที่ไหว้พระ ไม่ใช่ที่สนทนา
“คืออย่างนี้ครับ พวกเรามาจากบริษัทภาพยนตร์เมืองชุน ว่าจะขอยืมสถานที่บนภูเขาถ่ายหนังน่ะครับ ผู้ใหญ่บ้านเอกดรรชนีตอบตกลงแล้ว ท่านว่ายังไงครับ” ผู้กำกับอวี๋เจ้าเล่ห