่ายๆ ทุกอย่างเรียบง่ายก็โอเคแล้ว ประกอบกับข้าวผลึกน้ำบริสุทธิ์ชะล้างกาย เสียงมู่อวี๋ เสียงสมาธิชะล้างจิตวิญญาณ และช่วงเร็วๆ นี้แทบจะศึกษาพระธรรมทุกคืนวัน ซ้ำยังมีจีวรขาวจันทร์ขยายด้านดีของเขาให้ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นจนกลบเหนือสิ่งอื่นทั้งหมด คนอื่นเลยรู้สึกใสสะอาดไม่มีจุดด่างพร้อยต่อตัวเขา
ฟางเจิ้งแสดงความเคารพกลับ “อมิตาพุทธ เชิญประสก”
ผู้กำกับอวี๋พยักหน้า เขาไม่ได้ลงเขาไปในทันที แต่พาคนสิบกว่าคนไปอยู่หน้าอุโบสถ ทุกคนจุดธูปชั้นดีหนึ่งดอก ใส่เงินค่าธูปแล้วถึงพากันออกไป นี่คือความเคยชินของเขากับทุกคนในวงการ คนอื่นอาจจะไม่เชื่อพุทธหรือศาสนา แต่สำหรับพวกเขามาวัดต้องไหว้พระ นี่กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
กลุ่มคนเดินไป ฟางเจิ้งมองเงินในกล่องบริจาคพลางยิ้มบางๆ ‘ไม่ต้องกังวลเรื่องท้องหิวแล้ว’
กลุ่มคนไม่ได้ลงเขา แต่เดินพลางถ่ายรูปบนยอดเขา เดินๆ หยุดๆ สำรวจไปรอบๆ หลังสังเกตอย่างละเอียดอยู่หนึ่งชั่วโมงแล้วถึงลงเขาไป ผู้กำกับอวี๋พยักหน้าไม่หยุดตลอดทาง เห็นได้ว่าพอใจกับวิวที่นี่มาก ที่สำคัญคือวิวเป็นธรรมชาติ มีกลิ่นอายเซียนเต็มสิบ ไม่มีสิ่งของขัดหูขัดตา เหมาะกับการถ่ายหนังมาก
พอหวังโอ้วกุ้ยได้ยินว่าจะถ่ายหนังบนภูเขาเอกดรรชนีก็ดีใจจนแทบจะตอบตกลง แต่พอตรึกตรองดีๆ แล้วดันยิ้มแห้ง “ภูเขาเอกดรรชนียกให้วัดเอกดรรชนีไปนานแล้ว หมู่บ้านได้แค่สนับสนุน ส่วนจะถ่ายได้ไหม ยังต้องถามความเห็นของหลวงพี่ฟางเจิ้งเจ้าอาวา