ยรอยู่หลายวัน ริเริ่มการฝึกฌาน การฝึกฌานไม่ต้องใช้ภาษา แค่นั่งอยู่ตรงนั้นตระหนักฟ้าดิน มองภูเขาเป็นภูเขา มองน้ำเป็นน้ำ การขยับ กินข้าว ทำนาล้วนเป็นการฝึกฝน นับจากนั้นมาก็กลายเป็นยุคที่ทุกคนฝึกธรรมะจนบรรลุพระธรรมชั้นสูงได้
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าพระธรรมแท้จริงไม่ควรจำกัดอยู่ที่ภาษาจริงๆ ในด้านทฤษฎี ไม่ใช่เพียงคน ขอเพียงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเข้าใจได้ก็พอ เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ฟางเจิ้งไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหลวงจีนที่ไหนเทศน์ให้สัตว์รู้แจ้งได้
ทว่าพอใคร่ครวญ เดิมทีเขามีภาษาสัตว์อยู่แล้วนี่ ถ้าสัตว์ฟังเขาเข้าใจก็ต้องฟังเทศน์เข้าใจ เลยไม่แปลกอะไร ประกอบกับการเสริมพลังของลิ้นบัวเบ่งบาน ลิงนี่ฟังจนเคลิ้มก็ถือว่าปกติ
คิดได้ดังนั้นฟางเจิ้งตบหัวลิง “ฟ้าสางแล้ว อย่าฝันเลย รีบกลับภูเขาเมฆาขาวไปซะ”
น่าตลก ถึงฟางเจิ้งจะสงบจิตใจเริ่มฝึกพระธรรมแล้ว แต่การจะใช้ลิ้นบัวเบ่งบานในระดับพระโพธิธรรมนั้น อย่างน้อยก็ต้องระดับพระโพธิสัตว์? เทศน์หนึ่งครั้งขึ้นสวรรค์ไปแล้ว จะให้เทศน์อีก? ความลับก็แตกน่ะสิ ฉะนั้นตีให้ตายยังไงฟางเจิ้งก็ไม่เทศน์อีก
“อย่า ไต้ซือ ฉันมาไกลนะ ไล่ตามมาตลอดทางเนี่ยก็เพื่อฟังธรรม นายอย่าทำแบบนี้สิ” ลิงร้อนใจแล้ว
ฟางเจิ้งกำลังจะไป แต่พอได้ยินคำพูดนี้พลันนึกอะไรออก จึงมองลิงที่มีสีหน้าจริงใจ เขาเห็นว่าลิงนี่เปลี่ยนไปมาก ขนไม่ได้สง่างามเหมือนตอนอยู่ที่วัด ดูมอมแมมมาก ทั้งยังดูร่าเริงน้อ