ตอนนี้เองหลิวอวิ๋นซูเพิ่งตั้งสติได้ เหมือนว่าตนจะไม่ได้ทำอะไรเลย
“เสี่ยวหลิว เด็กคนนี้ป่วยหนักมาก ถ้าไม่มีใครสัมผัสจุดอ่อนในจิตใจเธอก็จะเหม่อลอย แต่ถ้ามีคนสัมผัสจะอยากฆ่าตัวตายทันที การสะกดจิตระยะสั้นรักษาไม่ได้ บางทีการสะกดจิตระดับลึกอาจจะมีผล แต่ก็ต้องใช้เวลา…” ต่งเยวี่ยหรูจัดระเบียบเสื้อผ้าแล้วจึงพูดกับหลิวอวิ๋นซู
หลิวอวิ๋นซูยิ้มแห้ง “ป้าต่ง ป้าก็เห็นแล้วนี่ว่าเพื่อผมไม่กินอะไรเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปอาจถึงแก่ชีวิตนะครับ แล้ว…ให้น้ำเกลือแทนไปก่อนไม่ได้หรือครับ?”
ต่งเยวี่ยหรูส่ายหน้า “นั่นเป็นเรื่องที่เธอต้องคิด ป้ามาได้แค่ครั้งนี้ วันนี้ต้องรีบกลับ อย่างมากสุดป้าจะเจียดเวลามาให้…เฮ้อ…เด็กน่าสงสาร”
ตอนนี้เองฟางอวิ๋นจิ้งถูกมัดไว้กับเตียง ไม่ขยับอีก
ทุกคนได้ยินคำพูดต่งเยวี่ยหรู ตอนนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว
ทันใดนั้นเองจ้าวต้าถงกล่าว “ใช่ ไต้ซือบอกว่าพอวางยันต์แล้วจะต้องบอกเขา ฉันยังไม่ได้บอกเลยนี่…”
“เอาล่ะ นายอย่าก่อเรื่องเพิ่มได้ไหม นี่มันสมัยไหนแล้ว ยังมาไต้ซือๆ ยันต์วิญญาณนู่นนี่นั่นอีก สมองมีปัญหารึไง?” หลิวอวิ๋นซูไม่พอใจ
จ้าวต้าถงมองค้อนหลิวอวิ๋นซูแวบหนึ่ง “นายมันขยะ ไอ้คนที่ตกใจทำอะไรไม่ถูกเมื่อกี้ก็นายไม่ใช่เหรอ? ยังมีหน้ามาสอนฉันอีก? อีกอย่างนะ นายเชิญผู้เชี่ยวชาญมาได้คนเดียวแต่ห้ามฉันเชิญไต้ซือ? จะบอกให้นะ ไต้ซือเก่งมาก”
หลิวอวิ๋นซูยังอยากพูดบางอย่าง แต่ต่งเยวี่ยหรูชิงพูดก่อน “