อดีของการออกมาข้างนอก ถ้าไม่เคยเห็นโลกก็จะไม่รู้ว่าตนแกร่งเพียงใดไปตลอดชีวิต ไม่มีวันรู้ว่าโลกข้างนอกใหญ่แค่ไหน
เดินผ่านประตูใหญ่วัดเมฆาขาวไปจะเป็นหอระฆังกับหอกลองแยกเป็นสองฝั่ง
เดินไปข้างในอีกจะเป็นลาน สองด้านของลานมีต้นสนใบพาย กิ่งไม้งอกงามใบไม้เขียวชอุ่ม ลำต้นใหญ่หนา ด้านบนแขวนป้ายไว้ อายุต้นไม้สูงถึงแปดสิบปี!
ตรงข้ามลานเป็นพระวิหารของวัดเมฆาขาว ในพระวิหารบูชาพุทธะตรีกาล ปากประตูวางกระถางทองสัมฤทธิ์ใบหนึ่งใบใหญ่ ในกระถางมีควันธูปลอยโชยขึ้นฟ้า…
อีกทั้งบนลานยังวางเบาะนั่งทรงกลมไว้เต็มไปหมด รอบๆ ขึงเชือกสีแดง ญาติโยมจะเข้าไปในเชือกสีแดงไม่ได้ ได้แต่มองอยู่ข้างนอกเท่านั้น
ฟางเจิ้งเดินวนรอบหนึ่งแล้ว ก็เห็นหลวงจีนรูปหนึ่งกำลังตะโกนชื่อของวัดใหญ่ต่างๆ ตะโกนถึงวัดไหนวัดนั้นก็จะเข้าไปในลาน แล้วนั่งตามตำแหน่งที่จัดไว้เมื่อสองวันก่อน ฟางเจิ้งเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นอะไรสนุกๆ แล้ว
ตอนนี้เอง เสียงเณรรูปหนึ่งดังขึ้น “อารามไผ่ทอง!”
จากนั้นคนคุ้นเคยก็ปรากฎในสายตาฟางเจิ้ง นั่นคือหงจินคนที่ก่อนหน้าถามจี้เขา ฟางเจิ้งมีภาพจำที่ลึกซึ้งต่อหงจิน ปากบอกว่าเป็นไต้ซือ แต่ในใจไม่ใช่อย่างนั้น ก่อนหน้านี้หงจินเล่นงานเขาไม่น้อยและสร้างปัญหาให้ แน่นอนว่าต้องจำได้แม่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาแก้แค้น ฟางเจิ้งจึงได้แต่มอง
เวลานี้เอง เณรข้างๆ พลันเดินเข้ามาประนมสองมือให้ฟางเจิ้ง จากนั้นถามด้วยสีหน้าเ