ีตอนยังเด็ก ทุกครั้งหลวงจีนหนึ่งนิ้วจะยืนรอรับเขาตรงตีนเขาเหมือนรู้ว่าเขาจะกลับมา ตอนนั้นฟางเจิ้งยังคิดจริงๆ ว่าหลวงจีนหนึ่งนิ้วรู้อนาคต พระพุทธองค์เป็นคนบอกเขา ตอนนี้ฟางเจิ้งเข้าใจแล้วว่าหลวงจีนหนึ่งนิ้วน่าจะรอเขาตรงตีนเขาทุกวัน…
“ไต้ซือ? เร็วหน่อย! มีของอร่อยๆ นะ!” เสียงจูหลินดังแว่วมาไกลๆ ฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ แล้วรีบเดินไปประคองมารดาจูหลินที่เหยียบบนไม้ตะบองแทบจะล้มลง
“ขอบคุณค่ะ” มารดาจูหลินกล่าว
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมาต่างหากที่ต้องขอบคุณโยม โยมทำให้อาตมารู้บางอย่างซึ่งอาตมาไม่เคยรู้มาก่อน”
มารดาจูหลินมองฟางเจิ้งด้วยความสงสัย ฟางเจิ้งยิ้ม จูหลินอีกด้านก็เร่งรัด สองคนจึงไม่ได้พูดอะไรมาก แต่รีบตามเข้าไป
มารดาจูหลินกับบิดาจูหลินเป็นคนซื่อตรง ไม่เก่งเรื่องการพูด จูหลินก็เหนื่อยแล้ว คุยกันไม่กี่ประโยคก็จัดให้ฟางเจิ้งไปนอนห้องข้างๆ
หนึ่งคืนผ่านไป วันที่สองฟ้าสาง ไก่ตัวผู้ยังไม่ทำงาน ฟางเจิ้งก็ตื่นนอนแล้ว
ฟางเจิ้งที่ชินกับการตื่นเช้าเพิ่งพบว่าไม่มีอุโบสถให้ทำความสะอาด เขาตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนนั่งขัดสมาธิบนเตียง สวดมนต์
ตอนนี้เองจูหลินเข้ามา กล่าวด้วยสีหน้าสงสัย “ไต้ซือ รองเท้าท่านล่ะ?”
จีวรขาวจันทร์ปกปิดเท้าได้ จูหลินเลยไม่รู้ว่าฟางเจิ้งไม่สวมรองเท้า
ฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ “อาตมาไม่เคยสวมรองเท้า ชินกับเท้าเปล่าแล้ว”
“เท้าเปล่า?!” จูหลินเบิกตาโต หน้าตาดูเหลือเชื่อ
ฟางเจิ้งยิ้ม “แปลกมากเหรอ