้อ? ท่านมีวิธียังไง? พูดมาสิ!” อู้หมิงตาเปล่งประกาย
หงเสียงเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบา “วัดเมฆาขาวตั้งอยู่บนเขาเมฆาขาว ถึงเขาเมฆาขาวจะอยู่ในเขตภูเขาฉางไป๋ แต่เป็นภูเขากลางแม่น้ำ มีน้ำโอบล้อมตลอดทั้งปี ถ้าจะขึ้นเขาก็ต้องนั่งเรือข้ามไป…โธ่เอ๊ย!
อู้หมิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “อันดีนี้ๆ…หึๆ ถึงตอนนั้นจะให้ฟางเจิ้งขายหน้าจนไม่เหลือ ดูซิว่าเขาจะยังมีหน้าไปร่วมพิธีสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิอีกไหม! ไม่แน่กลับมาอาจจะรับไม่ได้สึกไปเลยก็ได้ ฮ่าๆ…”
ฟางเจิ้งไม่รู้ว่ามีคนกำลังวางแผนต่อตน วันเวลายังคงผ่านไปอย่างเงียบสงบ
บางครั้งจะมีญาติโยมขึ้นเขามาจุดธูปขอพร
กาลเวลาบนเขาวูบผ่านไปเกือบครึ่งเดือน เห็นใกล้จะเริ่มพิธีสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิแล้ว ฟางเจิ้งเลยต้องลงเขาไปหาให้หวังโอ้วกุ้ยช่วย
“อะไรนะ? วัดเมฆาขาวเชิญแกไปเข้าร่วมพิธีสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ?” หวังโอ้วกุ้ยได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นมาก
ฟางเจิ้งแบะปาก ทำไมเขารู้สึกว่าหวังโอ้วกุ้ยดีใจกว่าเขาอีก! ใครเป็นเจ้าอาวาสกันแน่เนี่ย?
หวังโอ้วกุ้ยเห็นฟางเจิ้งพยักหน้าก็หัวเราะดังลั่น “เป็นเรื่องดีสิ! เป็นเรื่องดีมากด้วย วัดเอกดรรชนีจะมีชื่อเสียงจริงๆ แล้ว! ถ้ากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวล่ะก็ ในเมืองจะให้การสนับสนุน หมู่บ้านเราก็จะดังตามไปด้วย ฮ่าๆ…”
ฟางเจิ้งพูดไม่ออก ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นผู้ใหญ่บ้านจริงๆ ความค