ก็เห็นซ่งเอ้อโก่วเข็นรถเข็นเหล็กมาพอดี บนรถเข็นมีไฟลุกโชตช่วง ในนั้นบรรจุเปลือกข้าวโพดราดน้ำมันเต็มคันรถ เดินทุกสองก้าวจะใช้พลั่วตักกองเล็กๆ มาสาดกลางถนน ดังนั้นกองไฟเล็กๆ จึงขยับไหวกลางสายลม ดูสวยงามมาก
ฟางเจิ้งยิ้ม “โยมซ่ง ปีนี้บ้านโยมจุดไฟบนถนนเหรอ?”
ซ่งเอ้อโก่วหันมา เห็นเป็นฟางเจิ้งก็หัวเราะ “ใช่! ปีก่อนๆ ฉันเป็นพวกไม่เอาไหน ปีนี้ได้เรียนรู้แล้ว หมู่บ้านดูแลฉัน ให้ฉันทำงาน เจ้าอาวาส ทำไมท่านถึงลงมาล่ะ?”
ฟางเจิ้งมองซ่งเอ้อโก่วที่กลับตัวกลับใจด้วยรอยยิ้ม “สิบห้าค่ำเดือนหนึ่งแล้ว เลยลงเขามาสัมผัสบรรยากาศดีๆ บ้าง”
“ฉันว่านะ ท่านควรลงเขามาตั้งนานแล้ว บนเขาน่าเบื่อจะตาย” ซ่งเอ้อโก่วกล่าวพลางสาดเปลวไฟอีกกลุ่ม ขณะเดียวกันก็หัวเราะเอ่ยขึ้น “เฮ้ย ปีก่อนๆ เห็นผู้ใหญ่บ้านทำแบบนี้ไม่เห็นรู้สึกอะไร พอมาทำเองยากจริงๆ ไฟนี่มัน…”
ฟางเจิ้งปิ๊งไอเดียขึ้นมา อยากจะเล่นบ้าง “ให้อาตมาลองดีไหม?”
“ท่านเหรอ?” ซ่งเอ้อโก่วอึ้งไป
ฟางเจิ้งยิ้ม “มีปัญญาเหรอ?
“รถนี่มันหนักมาก ท่านไหวเหรอ…เอ่อ ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน” ซ่งเอ้อโก่วยังไม่ทันพูดจบก็เห็นฟางเจิ้งเข็นรถไป จังหวะก้าวเบาและเร็ว ดูสบายๆ ดูเท่กว่าเขาที่มีท่าทีกลัวสะเก็ดไฟกระเด็นมาก
ซ่งเอ้อโก่วเห็นดังนั้นก็รีบตามไป ยิ้มเอ่ย “หูว! มีแรงเยอะขนาดนี้เลย”
ฟางเจิ้งยิ้ม “บนเขาไม่มีอะไรทำ นี่ถือว่าฝึกพละกำลัง พลั่วเหล็กนี่ให้อาตมาเถอะ เดี๋ยวอาตมาทำที่เหลือเอง”