ำนึก แค่อยากบอกฟางเจิ้งว่าเธอขอบคุณจากใจจริง
เฉินหลงกับภรรยาเป็นคนสมัยใหม่ จะให้คุกเข่าก็ทำไม่ลง ทว่าก็พาลูกมาขอบคุณตรงหน้าฟางเจิ้ง
เฉินจินตามมาข้างหลัง ไม่ออกเสียง ใบหน้าแดงเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายมั่วไปหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นคนหัวแข็งแถมยังเกิดการต่อสู้ดิ้นรนในใจ เขาไม่ยอมพูดเพราะศักดิ์ศรี จะให้อ้าปากขอโทษเหรอ…นี่ล่ะปัญหา
ฟางเจิ้งตกใจสะดุ้งที่ซูหงคุกเข่า จึงจะเบี่ยงตัวหลบ แต่ว่า…
“ติ๊ง! ช่วยคนมีค่ามากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น นายช่วยคนก็ต้องรับการคุกเข่า ทำเรื่องดีนั้นสำคัญ แต่ทำเรื่องดีก็ต้องได้รับผลตอบแทน นี่ต่างหากคือเหตุและผล การให้โดยไม่รับผลตอบแทนใดๆ เท่ากับมอบคัมภีร์ให้ไปง่ายๆ ผลที่ตามมาจะตรงข้ามกัน”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความหมายของระบบจึงไม่หลบ แต่ประนมสองมือสวดบทหนึ่ง “อมิตพุทธ โยมอย่าทำแบบนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ” กล่าวจบ ฟางเจิ้งประคองซูหงขึ้นมา
“ไต้ซือ เป็นนายจริงๆ เหรอ?” เฉินหลงมองฟางเจิ้งด้วยความตกใจ แม้ตอนนั้นเขาก็เห็นฟางเจิ้งเหมือนกัน แต่ว่าฟางเจิ้งไม่ยอมรับ เขาเลยไม่แน่ใจ ถ้าเป็นภาพหลอนจริงๆ ล่ะ? แม้ความเป็นไปได้จะไม่มากก็เถอะ…
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมาไม่ใช่ไต้ซือ เป็นเพียงนักบวชเท่านั้น ส่วนเรื่องเมื่อวาน นั่นคือผลตอบแทนความดีของโยม”
ฟางเจิ้งไม่ปริปากเด็ดขาด ไม่ได้บอกว่าเขาทำเรื่องเมื่อวานหรือไม่ ทั้งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ บางเ