มาถึงหน้าประตูใหญ่ก็กดเมล็ดข้าวเป็นก้อน ทำเป็นกาวเหนียว จากนั้นคลึงให้กลมแล้วส่งให้กระรอก กระรอกอุ้มไว้ ขี่อยู่บนหัวหมาป่าเดียวดาย ส่วนฟางเจิ้งถือคำกลอนคู่ วาดพู่กันอยู่หน้าประตูใหญ่เสร็จแล้วถึงถาม “มองจากมุมสูงเป็นยังไง? เบี้ยวรึเปล่า?”
กระรอกมองอย่างแม่นยำ ตอบกลับ “ไปซ้ายหน่อย ขึ้นมุมขวาหน่อย ดี! แบบนี้ล่ะ”
ฟางเจิ้งใช้ก้อนข้าวแปะคำขวัญไว้กับประตู
คำกลอนบน เจตนาดีเป็นเรื่องของนักบวชโดยแท้จริง
คำกลอนล่าง จิตใจเมตตาคืออาณาบริเวณประกอบพิธีทางศาสนา
คำกลอนขวาง ไม่ใช่นักบวช!
คำกลอนคู่เป็นของคนอื่น แต่คำกลอนขวางเป็นของเขาเอง ช่วงเวลาบนเขายากลำบาก เงียบเหงา เขายังหนุ่ม จิตใจเลยยากจะสงบลง เขาก็อยากมีชีวิตใต้ภูเขา โลดแล่นในทางโลกอย่างอิสระ ไม่ใช่หลวงจีนเฝ้าวัด ดังนั้นคำกลอนขวางสุดท้ายเขาเพิ่มไว้ให้ตัวเอง ถือว่าเป็นการเยาะเย้ยตัวเอง
ฟางเจิ้งมองคำกลอนคู่บทนี้ ในที่สุดก็รู้สึกถึงรสชาติของปีใหม่ จึงหัวเราะ “สวยมาก”
“จี๊ดๆๆ!” ตอนนี้เองกระรอกร้องขึ้น
ฟางเจิ้งงุนงง “นายก็อยากได้กลอนคู่เหมือนกัน? บ้านนายอยู่ไหนฉันไม่รู้ จะติดกลอนให้นายได้ยังไง?”
กระรอก “จี๊ดๆๆ…”
“อะไรนะ? นายจะย้ายมาเหรอ? เลือกรังเรียบร้อยแล้ว? อะไรนะ? นายจะอยู่บนต้นโพธิ์? เอ่อ…บนนั้นไม่มีโพรงไม้ให้นายอยู่นี่? เดี๋ยวฉันเลือกบ้านให้นายเองว่าไง?” ฟางเจิ้งถามอย่างไม่พอใจ
ทว่าฟางเจิ้งก็ยังเอากระถางดอกไม้ยาวผูกไว้กับกิ่งไม้บนต้นโพธิ์
ช่ว