ถลึงตามองหวังโอ้วกุ้ยเหมือนกัน “เห็นเขาบอกไหม ดูตัวคุณเถอะ มีคุณธรรมรึเกินนะ! ไป กินโจ๊ก! แต่โจ๊กนี่ก็หอมจริงๆ”
หวังโอ้วกุ้ยถูกภรรยาลากไป ถานหย่งก็อดไม่ไหวรีบส่งชามไป “ฟางเจิ้งเร็วๆ หน่อย ตักให้ฉันชามสิ”
ฟางเจิ้งหัวเราะ ตักให้เต็มชาม ถานหย่งชิมไปคำหนึ่งทันที เดิมทีว่าจะแค่ชิมรสชาติ แต่พอคำนึงลงท้องกลับซดอย่างมูมมามดังซู้ดๆ กินโจ๊กชามใหญ่หมดเกลี้ยง!
ปึก! วางชามใหญ่ลง ถานหย่งรู้สึกแค่ว่าทั่วร่างร้อนๆ อุ่นๆ สบายมาก! กลิ่นหอมในปากยังอยู่ รสชาติดีเยี่ยมมาก!
ถานหย่งรีบกล่าวต่อ “ขออีกชามสิ!”
แต่ฟางเจิ้งกลับส่ายหน้ายิ้มๆ “หนึ่งคนหนึ่งชามเท่านั้น โยม นี่คือกฎ”
“มีกฎนี่ด้วยเหรอ?” ถานหย่งอึ้งไป เดิมทีคิดว่าหวังโอ้วกุ้ยพูดเล่น ไม่นึกเลยว่าจะจำกัดจริงๆ แต่ถานหย่งก็ไม่ยอม เข้าไปใกล้ ดึงฟางเจิ้งไว้ “ฟางเจิ้ง แกคิดดูนะ แกโตในหมู่บ้านเรา แถมยังกินข้าวบ้านพวกเราไปไม่น้อย เอ่อ…ให้ฉันอีกชามได้ไหม?”
“อมิตพุทธ โยม นี่คือกฎ จะทำลายกฎไม่ได้เด็ดขาด หนึ่งคนหนึ่งชาม เพิ่มไม่ได้ ได้แต่น้อย” ฟางเจิ้งส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ถานหย่งพลันไม่พอใจ “ฟางเจิ้ง ทำแบบนี้ไม่มีคุณธรรมเลยนะ…”
“ถานหย่ง ให้คุณมาตักโจ๊กไปให้พ่อ ทำไมกินเองล่ะ?” ภรรยาถานหย่งมาถึงแล้ว
ถานหย่งเพิ่งนึกได้ เขาไม่ได้จะกินเองนี่ เลยตอบ “ฉันไม่กินชามต่อไป แต่จะเอาไปให้พ่อโอเคไหม?”
ฟางเจิ้งพยักหน้า ตักให้เต็มชาม ถานหย่งมองผลไม้แห้งนานาชนิดในชามพลางเล