างหรี่ตาลงตรึกตรอง น่าเสียดายดวงตามืดบอด มองไม่เห็นอะไรเลย
เอาเถอะ มองไม่เห็นก็มองไม่เห็น ถึงยังไงวัดก็ใหญ่ขนาดนี้ เขาจะเดินหลงออกจากวัดไปได้ยังไง?
ปัง!
เฮ้ย ทำไมประตูอยู่ใกล้ขนาดนี้?
ตึง!
‘อะไรน่ะ? เอ่อเหมือนกับหมา…หืม? หมาป่าเดียวดายมา!’
หลายนาทีต่อมา หมาป่าตัวใหญ่สีเงินก้มหน้าคอตกอยู่ข้างหน้า หางถูกหลวงจีนหัวโล้นข้างหลังจับเอาไว้ หนึ่งคนหนึ่งหมาป่าเริ่มทำความคุ้นชินกับระยะทางไปห้องครัว แน่นอนว่าเพื่อของกิน ต่อให้หมาป่าเดียวดายไม่ยินยอมยังไงก็ต้องอดทน
กระรอกก็ไม่ว่าง ทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่ตักข้าวใส่กระบวยกับน้ำไม่ใช่ปัญหา
เป็นแบบนี้ไป ฟางเจิ้งเปิดฝาหม้อ กระรอกใส่ข้าว ฟางเจิ้งเติมน้ำ จากนั้นใช้นิ้ววัดระดับน้ำ หมาป่าเดียวดายก็เติมฟืนในเตา ฟางเจิ้งพยักหน้า…
คนหมาป่ากระรอกร่วมมือกันอย่างไร้ที่ติ!
เสร็จแล้วแปะมือกันฉลอง!
จากนั้นหุงข้าวจนเหลว…
จ๊อกๆๆ…
โฮ่งๆ…
“เงียบ! นายยังมีหน้ามาบอกว่าหิวอีกนะ? นายเป็นคนจุดไฟใช่ไหม? ฉันให้นายใช้หญ้ากองหนึ่ง แต่นายดันยัดกองใหญ่เข้าไป! หิวไปเถอะ!” ฟางเจิ้งตะคอก
“จี๊ดๆๆ!” กระรอกก็กระโดดเหมือนกัน ต่อว่าพลางลูบหนังท้อง แอบหยิบผลไม้เปลือกแข็งออกมาแทะกิน
จ๊อกๆ…
ฟางเจิ้งลูบท้องแล้วดื่มน้ำ ก่อนไปเข้านอน!
วันที่สองฟ้าสางรึยังฟางเจิ้งไม่รู้ แต่กระรอกมานอนเกาบนหน้าปลุกเขา พอตื่นมาก็ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ จึงถอนหายใจ “หมาป่าเดียวดาย เมื่อวานนายจุดฟืน วันนี้ไปเก็บ