เณร พูดจริงๆ นะคะ ชีวิตฉันเจอกับปัญหาใหญ่มา อยากให้ท่านช่วยแก้ปัญหาให้หน่อยได้ไหม?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด ตัวเขายังไม่แน่ใจเลย จะแก้ปัญหาให้คนอื่นเหรอ ตลกรึเปล่า! ฉะนั้นเขาเลยตอบไป “อาตมาความรู้ยังน้อย เกรงว่าจะช่วยอะไรโยมไม่ได้ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วอาตมาขอตัวก่อน”
“เดี๋ยว ท่านจะรีบร้อนไปไหน ฉันยังไม่ได้พูดเรื่องของฉันเลย รู้ได้ยังไงว่าช่วยไม่ได้ เหมือนอย่างที่ว่าไว้ คนรอบข้างจะเห็นปัญหาชัดเจนกว่า แล้วท่านล่ะ? หรืออยากให้ฉันเสียใจต่อไปจริงๆ สุดท้ายก็หมดหนทาง?” พอพูดว่าหมดหนทาง หลี่เฟิ่งเซียนแอบหยิกเอวตัวเองอย่างแรง น้ำตาพลันเอ่อคลอ ท่าทางดูน่าสงสาร
ฟางเจิ้งไม่รู้ว่าหลี่เฟิ่งเซียนแกล้งทำให้ตัวเองเจ็บ อีกฝ่ายร้องไห้แล้ว เช่นนั้นก็ฟังหน่อยแล้วกัน
ฟางเจิ้งนั่งกับหลี่เฟิ่งเซียนอีกครั้ง เพียงแต่สิ่งที่หลี่เฟิ่งเซียนกังวลคือวัดนี้ยากจนถึงขั้นได้แต่นั่งบนหิน กลัดกลุ้มจริงๆ เมื่อวานหนาวมาทั้งวัน วันนี้ยังต้องมาหนาวอีก ไม่สบายเลย!
หลี่เฟิ่งเซียนกล่าว “เณรคะ ฉันน่ะน่าสงสารนะ…” จากนั้นมองฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งไม่ขยับเขยื้อน
หลี่เฟิ่งเซียนพูดต่อ “เฮ้อ ฉันน่ะเสียแม่ไปตั้งแต่เล็กๆ พ่อก็ขายฉัน ท่านจินตนาการไม่ออกหรอก ตอนฉันสิบขวบ พ่อฉันพาฉันไปตลาด แล้วก็ขายฉันในตรอกเล็กๆ! ฉันยังจำได้แม่นว่าตอนนั้นร้องไห้จนเสียงแหบไปหมด เอาแต่อ้อนวอนเขาว่าอย่าขายฉัน ฉันร้องไห้…ร้องไห้…
จากนั้นก็ร้องไห้จนเป็นลมไป ใ