บพูดไปว่า “อมิตาพุทธ ถ้าสีกาจะจุดธูปอธิษฐานก็เชิญข้างใน ถ้าไม่มีธุระอะไร อาตมาขอตัวก่อน”
เขาจะสึก แค่เพราะอยากเปลี่ยนวิถีชีวิตเท่านั้น!
เห็นฟางเจิ้งเดินไป หลี่เฟิ่งเซียนใจฝ่อแล้ว ตนรีบร้อนเกินไปทำให้เณรตกใจจนหนี
แต่เธอก็เกิดความคิดขึ้นมา ร้องว่า “โอ๊ย น้ำตาลในเลือดต่ำ โอ๊ย เวียนหัว โอ๊ย…”
ฟางเจิ้งหันไปมอง เห็นหลี่เฟิ่งเซียนหมดสติล้มลงพอดี นอนแน่นิ่งกับพื้นไปแล้ว
เขาเห็นแบบนั้นจึงถอนหายใจ เอ่ยอยู่ในใจว่า ‘ไม่รู้ว่าสีกาคนนี้เส้นเอ็นไหนผิดปกติรึเปล่า คิดว่าเล่นพ่อแม่ลูกอยู่เหรอ? ลูกที่ไหนแกล้งเป็นลมแล้วยังแอบเกาอีก…คิดว่าอาตมาไม่เห็นการกระทำเล็กๆ รึไง?’
แต่ฟางเจิ้งไม่อยากวุ่นวายกับหลี่เฟิ่งเซียนแล้ว หนึ่งคือไม่อยาก สองคือกลัวการกระทำ สามคือกลัวคะแนนประเมินลดลง ส่งผลถึงผลประโยชน์ข้างหน้า สี่คือกลัวว่าตนจะไม่ได้สึก ดังนั้นเขาจึงเดินจากไป
หลี่เฟิ่งเซียนแอบเหลือบมองฟางเจิ้งพลางคิดในใจ ‘หลวงจีนโง่นี่ ฉันเป็นแบบนี้แล้วยังไม่อาศัยจังหวะเข้ามาอุ้มหรือจุ๊บสักหน่อย แค่สัมผัสก็ยังดี…อุตส่าห์ติดกล้องสอดแนมไว้แล้ว ดันเปล่าประโยชน์ซะได้ เอาเถอะ รออีกเดี๋ยวไม่แน่เณรนั่นอาจจะหยั่งเชิงอยู่ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าด้วยหน้าตาเราแล้วจะสยบเณรไม่ได้…’
หลี่เฟิ่งเซียนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย รออยู่นานก็ไม่เห็นฟางเจิ้งออกมา เสื้อคลุมขนมิ้งตัวใหญ่คลุมได้แค่ครึ่งบน แต่ครึ่งล่างนอนบนพื้นเย็นจึงหนาวอยู่เล็กน้อย พอนานเข้าก็ย