ิ้ง” ฟางเจิ้งตอบ
“ฟางเจิ้ง? เป็นชื่อทางธรรมสินะ แล้วชื่อทางโลกล่ะ?” หลี่เฟิ่งเซียนถามต่อ
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ “อาตมาอยู่วัดเอกดรรชนีมาตั้งแต่ยังเล็ก ชื่อทางโลกกับทางธรรมคือฟางเจิ้งเหมือนกัน” ฟางเจิ้งแนะนำตัวเสร็จ กลับไม่ได้ถามความประสงค์ของหลี่เฟิ่งเซียน
หลี่เฟิ่งเซียนเองก็ไม่สนใจ พูดต่อทันที “ฉันหลี่เฟิ่งเซียน ตอนนี้เป็นหมอ เรื่องหลักๆ ที่ทำคือแก้ปัญหาภาวะสุขภาพพร่อง ท่านเข้าใจโรคนี้ไหม?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า เขาไม่รู้จักจริงๆ
“ไม่เข้าใจ? ดีจัง…เอ่อ แย่จังเลย” หลี่เฟิ่งเซียนแอบดีใจ กลัวว่าหลวงจีนนี่จะเข้าใจจริงๆ เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะลงมือยังไงแล้ว เธอเอ่ยต่อ “ภาวะสุขภาพพร่องก็คือคนที่ดูสุขภาพแข็งแรงมาก แต่มีโรคแฝงไว้มากมาย อาจจะส่งผลถึงปัจจัยของสุขภาพตัวเอง ปัจจัยเหล่านี้จะไม่ปรากฏให้เห็น แต่เมื่อนานวันเข้าจะเกิดปัญหา ฉันน่ะช่วยทุกคนรักษาอันตรายที่แฝงเร้นพวกนี้โดยอาศัยการกินอาหารร่วมกันต่างๆ แล้วก็ดูแลการอยู่กินอะไรพวกนี้” หลี่เฟิ่งเซียนพูดถึงตรงนี้ก็ชำเลืองตามองฟางเจิ้ง “เณร ถึงท่านจะแรงเยอะเหมือนวัว แต่ก็มีปัญหาภาวะสุขภาพพร่องนะ ให้ฉันช่วยตรวจให้เอาไหม?”
…………