าไม้ ตามกฎหมายประเทศแล้วท่านเลี้ยงหมาป่าที่นี่ไม่ได้ ดังนั้น…” อู๋ไห่ผายมือสองข้างออกสื่อว่ามีปัญหาเล็กน้อย หลังจากเรื่องหานเซี่ยวกั๋ว อู๋ไห่ก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อฟางเจิ้ง เรียกไต้ซืออย่างจริงใจมาก
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจเล็กน้อย ถึงหมาป่าเดียวดายจะขี้เกียจอยู่บ้าง แถมยังเจ้าเล่ห์มาก แต่มันเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ บนเขานี้ไม่มีใคร เขาจึงให้หมาป่าอยู่เป็นเพื่อน ถ้าจะจับมันไป เขาจะต้องคุยกับก้อนหินทุกวันรึเปล่า?
ที่สำคัญที่สุดคือหมาป่าเดียวดายเป็นสัตว์ป่า มันไม่อยากถูกขังอยู่ในสวนสัตว์ แบบนั้นไม่มีอิสระเกินไป มีชีวิตอยู่มิสู้ตาย!
แต่ฟางเจิ้งโกหกซี้ซั้วไม่ได้ ทว่าก็ปิ๊งความคิดขึ้นมา จึงส่ายหน้าบอก “โยมทั้งสองคงเข้าใจผิดแล้ว วัดนี้มีหมาป่าเดียวดายมาไหว้พระกินข้าวบ่อยๆ แต่วัดนี้ไม่ได้เลี้ยงหมาป่าไว้…”
“พรวด!” หลิวเทาจากกรมป่าไม้ได้ยินดังนั้นก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “อู๋ไห่ นี่คือไต้ซือที่นายบอกเหรอ นี่พูดจาเลอะเทอะเกินไปรึเปล่า? หมาป่ามาไหว้พระเนี่ยนะ? ทำไมไม่บอกว่ามันสวดมนต์ได้ด้วยเลยล่ะ?”
อู๋ไห่เองก็หัวเราะแห้งๆ “ไต้ซือ ผมเข้าใจความรู้สึกท่านนะ สัตว์เลี้ยงของใครถูกเอาไปก็ไม่โอเคกันทั้งนั้น แต่ว่าท่านพูดจาเชื่อถือไม่ได้เกินไปนะ”
หลิวเทาพูดเสริม “เณรอย่ากังวลเลย ถ้าเลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กๆ จะได้ลงประวัติมันในหนังสือพิมพ์นะ อีกอย่างเราต้องทดสอบนิสัยมันด้วย ถ้ามีนิสัยเลี้ยงข้างนอกดีกว่า