คนอื่นบ้างเลยเหรอ?” พูดจบเจียงซงอวิ๋นก็สาวเท้ายาวเดินไปเร็วๆ
ทว่าพอลงเขามาแล้ว เจียงซงอวิ๋นก็เริ่มด่าทอ “ใครมันปล่อยลมยางรถฉันวะ?!…” สมาชิกสมาคมศิลปะพู่กันจีนคนอื่นๆ เห็นอย่างนั้นก็แยกย้ายกัน โดยเฉพาะสมาชิกสมาคมศิลปะพู่กันจีนอำเภอซงอู่ที่หนาวจนจะไม่ไหวแล้ว จึงรีบลงเขาไป
“ถุย! ก่อนหน้านี้ทำอะไรไปบ้างล่ะ? ทำไมไม่คิดจะให้ไต้ซือมีที่ยืนบ้าง? พอตัวเองเสียเปรียบก็มาเรียกร้อง ชิ เป็นคนยังไงวะ!” พั่งจื่อมองเงาแผ่นหลังเจียงซงอวิ๋นพลางก่นด่า
“ไต้ซือ ผมจะมีวาสนาได้เรียนอักษรพุทธองค์มังกรบ้างไหม?” ตอนนี้เอง ซุนก้วนอิงเดินมาตรงหน้าฟางเจิ้ง ถามขึ้นอย่างเขินอายเล็กน้อย
“นี่ผู้อาวุโสซุน ท่านพูดเกรงใจไปรึเปล่า? เมื่อกี้ไม่รู้ใครนะที่ช่วยเจียงซงอวิ๋นประจบโอวหยางหวาไจ แถมยังจงใจเข้าข้างอีกฝ่ายอีก” พั่งจื่อเอ่ยถากถาง
ซุนก้วนอิงหน้าแดง แต่ก็โค้งตัวเคารพฟางเจิ้ง “เมื่อกี้เป็นความผิดผมเอง หวังว่าไต้ซือจะไม่ถือสา”
ฟางเจิ้งแสดงความเคารพกลับ “ไม่เป็นไร อาตมายังเรียนรู้ไม่แตกฉานจะไปสอนคนอื่นได้ยังไง? โยมอย่าให้อาตมาต้องลำบากใจเลย” แต่กลับคิดในใจว่า ‘อาหารบนเขากินคนเดียวยังจะแย่ ถ้าลุงมาอีกคนฉันต้องหิวตายล่ะมั้ง? อีกอย่างฉันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น!’
ซุนก้วนอิงกล่าวลาด้วยความจำใจ เพียงแต่รู้สึกไม่ยินยอมอยู่ในใจเล็กน้อย
คนเหล่านี้ลงเขาไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านหวังโอ้วกุ้ยย่อมตามลงไปดูแล ไม่ว่าคนเหล่านี้จ