นั่งไม่ติดพลันตรงเข้ามาถาม “ไต้ซือ เอ่อ…ทำไมไม่เขียนล่ะครับ?”
ฟางเจิ้งยิ้มเจื่อน “คือ…ฝนหมึกยังไงนะ?”
อู๋ฉางสี่เวียนหัวจะล้มลง ก่อนถามไปตามจิตใต้สำนึก “เมื่อก่อนไต้ซือไม่เคยเขียนพู่กัน ไม่เคยฝนหมึกเลยหรือครับ?”
ฟางเจิ้งตอบอย่างสบายใจ “พูดจริงๆ นะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขียนพู่กันเลย”
พรวด!
โหวจื่อที่เงียบสงบมาตลอดได้ยินดังนั้นก็พ่นน้ำออกมาเป็นสายรุ้ง พูดว่า “อะไรนะ? ไต้ซือ ไม่เคยเขียนพู่กันมาก่อน?”
เห็นฟางเจิ้งพยักหน้า ในใจโหวจื่อพลันเย็นเยือกไปครึ่งหนึ่ง! เขาเป็นคนออกเงินหนึ่งล้านเลยนะ! ถึงจะไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายอะไรสำหรับเขา แต่ก็ปวดใจอยู่ดี!
พวกเจียงซงอวิ๋นพูดไม่ออก หลวงจีนที่อู๋ฉางสี่โม้ไว้คนนี้ไม่เคยเขียนพู่กันจีนมาก่อน! นี่…ยังต้องประลองกันอีกหรือ? ใครก็รู้ว่าพู่กันจีนไม่ใช่ปากกาลูกลื่น ไม่ใช่ว่าใครจะเขียนก็ได้ มีความเบาหนักช้าและเร็วของการลงพู่กันตัดสินความหนาบางของอักษรเป็นต้น…การเขียนอักษรดีกับการใช้พู่กันเป็นหรือไม่นั้นมีผลอย่างมาก!
เจียงซงอวิ๋นขี้เกียจหัวเราะเยาะฟางเจิ้งแล้ว แต่กลับพูดด้วยความเห็นใจเล็กน้อย “เณร จริงๆ เลย…ถ้าเขียนพู่กันไม่เป็นแล้วจะแข่งอะไร?”
อู๋ฉางสี่พลันนึกอะไรออกจึงพูดขึ้น “ไต้ซือเก่งเรื่องเขียนบนหิมะ เขียนบนหิมะได้!”
“อู๋ฉางสี่ เขียนบนหิมะกับกระดาษมันเทียบกันได้รึไง? สิ่งที่เรียกว่ายุติธรรมคือตัดสินแพ้ชนะในสภาพการณ์เดียวกัน อีกอย่างระดับโลกก็ดี ในประเทศก