็ดี มีการประลองที่ไหนเขียนบนหิมะตัดสินว่าอักษรใครดีกว่ากันเหรอ?” เจียงซงอวิ๋นปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โอวหยางหวาไจชนะแน่นอนในสายตาเขา สามเณรนี่ไม่มีโอกาสชนะเลย เขาไม่อยากเปลืองความคิดหาวิธีอื่น
คนอื่นๆ ก็พากันพูดขึ้น ข้อเสนอของอู๋ฉางสี่จึงถูกกลบลงไป
“ทำยังไงดี? เหล่าอู๋ ไต้ซือใช้พู่กันไม่เป็นไม่เท่าไร แต่ฝนหมึกไม่เป็นนี่สิปัญหา ไม่มีหมึกแล้วจะเขียนยังไง?” โหวจื่อพูด
“ฝนหมึกมันจะยากอะไร? ฉันฝนเอง!” พั่งจื่อรูดแขนเสื้อขึ้นจะเดินเข้าไป แต่อู๋ฉางสี่ดึงไว้เสียก่อน “นายเคยฝนเหรอ?”
พั่งจื่อกลอกตามองบน “สมัยนี้แล้วใครจะใช้พู่กันเขียนกัน ถ้าจะเขียนก็ต้องใช้น้ำหมึก ฉันไม่เคยฝนหมึกหรอก แต่ก็แค่ฝนไม่ใช่เหรอ จะยากแค่ไหนกันเชียว?”
“นาย…นายมันไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ! การฝนหมึกต้องมีความพิถีพิถันมาก ถ้าออกแรงเยอะจะทำให้เสียเอาง่ายๆ ตรงมุมเสียง่าย น้ำเยอะก็เขียนออกมาจาง น้ำน้อยอักษรข้น ไม่ว่ายังไงอักษรที่เขียนออกมาก็จะไม่มีคุณค่า! ไม่อย่างนั้นนายคิดว่าทำไมโอวหยางหวาไจถึงไม่ให้ลูกสาวเขาฝนหมึก หรือให้คนอื่นฝนแทน? คนที่ฝนหมึกข้อแรกต้องเชี่ยวชาญ ข้อสองต้องเข้าใจนิสัยของผู้เขียน รู้การเปลี่ยนความหนาบางของหมึก ข้อสามสำคัญที่สุด จะต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้!” อู๋ฉางสี่ต่อว่า
พั่งจื่อกับโหวจื่อตะลึงค้าง แบบนี้แล้วพวกเขาไม่กล้าเข้าไปจริงๆ โหวจื่อจึงพูดขึ้น “อู๋ฉางสี่ นายไป”
อู๋ฉางสี่ยิ้มแห้ง “ฉันก็รู้แค่ทฤษฎีแหละ ไม่เคยศ