่ารู้ตัวเองดี! แต่ว่าครั้งนี้ฉันมั่นใจว่าเณรแพ้แน่!” โอวหยางหวาเฟิงยืดคอหงส์ขึ้นแล้วพูดด้วยสีหน้าลำพองใจ
ฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบอะไร
เจียงซงอวิ๋นเห็นฟางเจิ้งพูดแบบนี้ ซ้ำยังมีการยอมแพ้แฝงในคำพูด เขาจึงยิ้มกว้างกว่าเดิม “เณร คนมีคุณค่าที่รู้จักตัวเอง เณรคิดได้แบบนี้ก็ถือว่าไม่เลว น่าเสียดาย ไม่ควรสร้างชื่อเสียงด้วยวิธีที่ไม่ควรแบบนี้เลย เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เสียเวลาทุกคนไม่ว่า วันหลังทุกคนคุยกันเรื่องประลองจะกลายเป็นเรื่องตลก”
เจียงซงอวิ๋นไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดถูกจริงๆ วันหลังตอนที่ทุกคนคุยกันเรื่องการประลองพู่กันจีนบนเขาเอกดรรชนี การประลองนี่จะกลายเป็นเรื่องตลกจริงๆ! เป็นเรื่องตลกมากด้วย! เพียงแต่ว่าคนที่ถูกหัวเราะเยาะคือ…
“เณร ฉันว่านะท่านยอมแพ้ไปเถอะ”
“ใช่ รู้ว่าเขียนอักษรไม่ได้แล้วก็อย่าอวดเก่งเลย ยอมแพ้เถอะ”
“ฉันว่าไม่ต้องแข่งต่อแล้ว ใจเขายอมแพ้แล้วล่ะ แข่งไปก็ไม่มีความหมาย”
………
ทุกคนพากันพูดคุย
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแห้งเบาๆ เขามีความสามารถแค่ไหนยังไม่รู้เลย กลับกันเทียบกับอักษรพุทธองค์มังกรแท้จริงแล้ว อักษรเขาห่วยจนมองไม่ได้ จะชนะได้ไหมไม่มีความหมาย อีกอย่างคนพวกนี้เป็นคนจากสมาคมศิลปะพู่กันจีน ได้ยินมาว่าพวกเขาเคยเห็นรูปศิลปะพู่กันจีนของฟางเจิ้งบนอินเทอร์เน็ตมาแล้ว ในเมื่อพวกเขาไม่ชอบตนขนาดนี้ก็อาจจะไม่สวยจริงๆ ก็ได้
พอคิดได้ดังนั้นจึงยังไม่คิดว่าตนจะชนะได้จริงๆ แ