ารเขียนคัมภีร์ แต่คุณโอวหยางไม่เคยเขียน ไม่เคยฝึก หรือว่าแบบนี้ยุติธรรม?”
อู๋ฉางสี่คิดว่าพูดแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้จะพูดค้านยังไง
สมาชิกสมาคมศิลปะพู่กันจีนคนอื่นๆ ก็ออกมาเห็นด้วย
หนึ่งเป็นนักเขียนพู่กันจีนในเมือง ผู้คนในกลุ่มก๊วนแข็งขัน มีพลังสูง อีกหนึ่งเป็นหัวหน้าสมาคมศิลปะพู่กันจีน จึงมีอิทธิพลในกลุ่มก๊วนอย่างมาก พวกเขาย่อมอาศัยจังหวะนี้ประจบประแจง
ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่ยอมรับว่าคนนอกอย่างฟางเจิ้งเป็นนักเขียนพู่กันจีน! ในความคิดพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติกับฟางเจิ้งอย่างนักเขียนพู่กันจีน และไม่คิดด้วยว่าฟางเจิ้งเป็นคนในกลุ่มก๊วนพวกเขา
คนหนึ่งอยู่ในกลุ่ม อีกคนอยู่นอกกลุ่ม คนหนึ่งสนิทคนหนึ่งห่างไกล มองปราดเดียวก็เห็นชัด แน่นอนว่าต้องช่วยพูดให้โอวหยางหวาไจ!
โดยเฉพาะหัวหน้าสมาคมศิลปะพู่กันจีนเมืองซงอู่ที่ถูกฟางเจิ้งปิดประตูปล่อยหมาป่าออกมากัดจนอยู่ในสภาพย่ำแย่ ได้โอกาสระบายความโกรธพอดีจึงจู่โจมฟางเจิ้งเสีย
คนพูดกันเยอะขนาดนี้ อู๋ฉางสี่ไม่มีแม้แต่โอกาสอ้าปาก ถูกกดจนโงหัวไม่ขึ้น
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นก็จนปัญญา เขาไม่เก่งเรื่องการโต้เถียงต่อหน้า โต้ไปก็ถูกทารุณจนน่วม ในเมื่อเถียงไม่ได้ก็ไม่เถียงมันซะเลย!
ฉะนั้นฟางเจิ้งจึงพูด “อมิตาพุทธ โยมอู๋ ขอบคุณมากที่ช่วยยึดมั่นในความเป็นธรรม แต่ว่าอาตมาเขียนอักษรไม่เป็น แถมยังเอาออกมาดูไม่ได้ คงไม่ใช่เรื่องดี ถ้าอย่างนั้นเขียนอะไรก็ได้เถอะ”
“เณรถือว