ซ่งเอ้อโก่วพูดต่อ “นี่เป็นโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดที่หาได้แล้ว เรียบที่สุด สะอาดที่สุด”
ฟางเจิ้งพูดอย่างจำใจ “เอ่อ ถ้าอาตมาจะเขียนอักษรอะไรก็ได้ทั้งนั้น โต๊ะนี่เป็นโต๊ะชั้นดีเลย…”
“ท่านคิดว่าดีก็ดี เอ่อคนนั้นน่ะใครนะ…คุณว่าโอเคไหม? ถ้าโอเคก็รีบๆ เข้า แต่ถึงไม่โอเคก็เปลี่ยนไม่ได้อยู่ดี” ซ่งเอ้อโก่วถามต่อ
โอวหยางหวาไจไม่มองซ่งเอ้อโก่วเลย แต่ตบโต๊ะพูดกับพวกหยางผิง “ได้ ขอบคุณที่ลำบากกันนะ”
โต๊ะเตรียมพร้อมแล้ว คนในหมู่บ้านก็มาแล้ว สถานที่คึกคักกว่าเดิม แต่มีบางคนกลับไม่สบายใจ นั่นคือคนจากสมาคมศิลปะพู่กันจีน เพราะซ่งเอ้อโก่วรู้ว่าคนพวกนี้อยู่ฝั่งโอวหยางหวาไจเลยพาชาวบ้านมาเสริมนิสัยอันธพาลของเขา ทั้งยังพูดยั่วเย้า เดี๋ยวก็พูดเปรียบกางเกงขายาวขาสั้น เดี๋ยวก็พูดเปรียบทรงผม ทำให้ปัญญาชนกลุ่มนี้แทบจะด่ากราด
แต่อีกด้าน หวังโอ้วกุ้ย ถานจวี่กั๋ว และพวกเจียงซงอวิ๋นจัดสถานที่ประลอง พวกไชฟางกับจิ่งเหยียนตั้งกล้องไว้อย่างดี การประลองที่ฉุกละหุกแบบนี้จัดขึ้นบนพื้นหิมะหนาวเย็น
เดิมทีฟางเจิ้งจะเข้าไปช่วยแต่ถูกเจียงซงอวิ๋นปฏิเสธ พวกเขาว่าจะทำเอง เพื่อห้ทุกคนวางใจได้
ฟางเจิ้งมองค้อน คิดว่าเขาจะโกงการประลองพู่กันจีนได้รึไง? เป็นเช่นนี้เขาก็เลยว่าง ได้แต่มองอยู่ข้างๆ
แต่มีเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาใกล้ พิจารณามองฟางเจิ้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นายเขียนอักษรได้จริงๆ เหรอ?”
ฟางเจิ้งมองเด็กสาวแล้วพยักหน้า “อมิตาพุทธ คุณ