ซ่งเอ้อโก่วเห็นดังนั้นก็ยิ้มด้วยนัยน์ตาเป็นประกายพิลึกพิลั่น หัวเราะเหอะๆ “อีกเดี๋ยวพวกแกได้กินมื้อใหญ่แน่ กล้าหาเรื่องฟางเจิ้งเหรอ? หึๆ…”
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ครอบครัวโอวหยางหวาไจกับพวกเจียงซงอวิ๋นคนจากสมาคมศิลปะพู่กันจีนเมืองเฮยซานก็ขึ้นเขาเอกดรรชนี แม้จะมีหิมะตก แต่ข้างหน้ามีคนเปิดทาง จึงเดินสบายขึ้นมาก
ต่อให้เป็นแบบนี้ คนที่มีตำแหน่งสูงมีชีวิตสุขสบายก็ยังเหนื่อยจนไม่ไหว ตอนที่มาถึงหน้าวัดก็หอบหายใจแรง
เจียงซงอวิ๋นยิ้มแห้ง “เห็นวัดสักที รีบเข้าไปพักเถอะ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
พอเงยหน้าขึ้น ตรงประตูมีคนกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ และยังมีคนจุดไฟกำลังผิงไฟ
“พ่อคะ ทำไมมีขอทานเยอะแบบนี้ล่ะ? ทำไมไม่ลงเขาไปหาที่ผิงไฟ มาอยู่หน้าประตูวัดทำไม?” โอวหยางเฟิงหวาเสียงไม่ดังแต่ก็ไม่เบา พวกคนหน้าแบนได้ยินเข้าก็หน้าแดง รู้สึกอับอาย
แต่พั่งจื่อกลับหัวเราะเสียงดัง “เด็กน้อย นี่ไม่ใช่ขอทานหรอก เป็นนักเขียนพู่กันจีนของอำเภอเมืองซงอู่ต่างหาก! ขึ้นเขามาแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เลยถอดกางเกงเขียนอักษร น่าตื้นตันมากๆ”
โอวหยางเฟิงหวามองคนพวกนี้อย่างสงสัย ก่อนมองโอวหยางหวาไจที่สวมเสื้อผ้าครบและสง่าผ่าเผยพลางส่ายหน้า “ยังอีกไกลไหมคะ?”
เธอกลับไม่รู้ว่าตอนที่คนพวกนี้มามีใครบ้างที่สวมเสื้อผ้าไม่ครบ? หลายคนในนั้นไม่แย่ไปกว่าโอวหยางหวาไจ ถึงอย่างไรนักเขียนพู่กันจีนก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองภายใต้พู่กันกระดาษและจานฝนหมึก เพียงแต่ว่าเ