ต้ซือมาสองตัว จะจัดประลองข้างนอก”
“ได้เหรอ? อากาศหนาวแบบนี้ มือแข็งพอดี ประลองพู่กันต้องใช้แรง จะเขียนได้ยังไง?” โอวหยางเฟิงหวาถาม
อู๋ฉางสี่ตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็ผิงไฟเอา”
พูดจบ อู๋ฉางสี่ผลักประตูวัดเดินเข้าไปหาฟางเจิ้ง
อู๋ฉางสี่พูดขึ้นว่า “อ้าว จะประลองพู่กันจีนกัน นี่เป็นสิ่งจำเป็นนะครับ”
“ไม่มี…” ฟางเจิ้งส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง ตลกละ ตัวเขายังใช้หินนั่งเป็นประจำ จะเอาโต๊ะเก้าอี้ที่ไหนมาให้คนอื่นใช้
อู๋ฉางสี่ไม่เชื่อ ฟางเจิ้งให้เขาหาก็เลยหาในวัดรอบหนึ่ง นอกจากโต๊ะหมู่บูชาแล้วก็ไม่มีอะไรเหมือนเก้าอี้เลยจริงๆ จึงรู้สึกขมขื่นในใจ
“ไต้ซือ ไม่มีวิธีอื่นเลยเหรอครับ?” อู๋ฉางสี่ถาม
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “ไม่มี โยมก็เห็นแล้ว วัดอาตมายากจนมาก อย่าว่าแต่เก้าอี้เลย แม้แต่พู่กันกระดาษจานฝนหมึกยังไม่มี”
อู๋ฉางสี่บอก “พู่กันกระดาษกับจานฝนหมึกผมเตรียมไว้ให้ไต้ซือแล้ว แต่ไม่มีโต๊ะนี่เป็นปัญญา”
พูดจบก็มีเสียงเกรียวกราวดังแว่วมาจากข้างนอก
ฟางเจิ้งกับอู๋ฉางสี่ออกไปดูก็เห็นผู้ใหญ่บ้านหวังโอ้วกุ้ย เสมียนถานจวี่กั๋ว และนักบัญชีหยางพาชาวบ้านที่จะมามุงดูกลุ่มหนึ่งเข้ามา และในหมู่ชาวบ้านนั้น พวกซ่งเอ้อโก่วกับหยางหวากำลังแบกโต๊ะขึ้นมาด้วย
พอเจอหน้ากัน หวังโอ้วกุ้ยก็แสดงความเคารพโองหยางหวาไจกับพวกเจียงซงอวิ๋นก่อน คนพวกนี้เป็นปัญญาชนในเมือง มาที่กันดารแบบนี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ เลยต้องใคร่ครวญ ถ้าปัญญาชนพวกนี้มา