ังแล้ว ทำไมเขาต้องเป็นสุภาพบุรุษขนาดนั้นด้วย? ถ้าไม่ให้เสื้อจิ่งเหยียน ไม่แน่อาจได้เห็นอะไรบ้าง…คิดๆ แล้วเลือดร้อนระอุก็ตีขึ้นมา!
ฟางเจิ้งประนมสองมือ ยิ้มหยีตามองจิ่งเหยียน “อมิตาภพุทธ!”
ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ความหมายชัดเจนมาก
จิ่งเหยียนหน้าแดงก่ำ ถลึงตาโตจ้องฟางเจิ้ง ฟางเจิ้งยิ้มมองจิ่งเหยียนด้วยสีหน้าอบอุ่น
สุดท้ายจิ่งเหยียนกระทืบเท้า หันไปพูดกับช่างกล้องว่า “เหม่ออะไร? ยังไม่ลงเขาไปเอากางเกงขายาวในรถมาให้ฉันอีก?”
ช่างกล้องเพิ่งได้สติกลับมาก็รีบวางกล้อง วิ่งลงเขาไป เขาจะยั่วโมโหจิ่งเหยียนไม่ได้ โอกาสประจบดีๆ แบบนี้มาแล้วไม่ทำก็โง่สิ
จิ่งเหยียนกัดฟันถลึงตามองฟางเจิ้ง ทว่าก็ไม่พูดว่าจะเข้าวัดอีก แต่เดินฉุนเฉียวไปข้างๆ หาก้อนหินนั่ง ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ
“เณรครับ พวกเราเข้าไปดูในวัดได้ไหม? จะได้ไปจุดธูปด้วย” ตอนนี้เองไชฟางถาม
ฟางเจิ้งมองไชฟางที่อายุราวห้าสิบกว่าปีด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง แต่ก็ยังเอียงตัวกล่าว “โยม เชิญทางนี้…”
ไชฟางพาเสี่ยวหลัวเข้าวัด อู๋ฉางสี่รีบลุกขึ้นมาแล้วหัวเราะซื่อๆ พลางเข้าไป หลังจากฟางเจิ้งยอมประลอง เขาได้คำนวณการแพ้ชนะในใจไว้แล้ว เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าอักษรของฟางเจิ้งจะต้องชนะอย่างแน่นอน!
เฉินจิ้งมองไชฟางในวัดก่อนมองจิ่งเหยียนที่อยู่เพียงลำพัง จากนั้นเข้าไปใกล้จิ่งเหยียนด้วยความเป็นห่วง
แม้จิ่งเหยียนจะไม่ชอบเฉินจิ้ง แต่ในป่าเขาแบบนี้มีคนข้างๆ อีกคนก็ด