ด้สติกลับมา…
ปัง!
เสียงปิดประตูดังขึ้น พวกเขาหันไปมองหลวงจีนหายไปแล้ว ประตูวัดปิดไปแล้ว!
“เฮ้ๆๆ เณรเปิดประตู อย่าปิดประตูสิ!” พวกช่างกล้องได้สติก่อนก็ไปเคาะประตูเหล็กพลางตะโกน
จิ่งเหยียน ไชฟาง เฉินจิ้งสามก็ได้สติเช่นกัน น่าตลก พวกเขามาทำข่าวการประลองครั้งใหญ่ของนักเขียนพู่กันจีนสองฝ่าย แต่เข้าประตูไม่ได้แล้วจะทำข่าวยังไง!
ไชฟางวิ่งเข้ามาพูดจาดีๆ “เณร เปิดประตูเถอะ ทำแบบนี้พวกเราลำบากนะ พวกเรามาทำข่าววัดของท่านก็มีประโยชน์กับท่านด้วย วัดจะต้องมีชื่อเสียงเพราะการประลองศิลปะพู่กันจีนครั้งนี้แน่ ถึงตอนนั้นแสงธูปจะสว่างไสว พระโพธิสัตว์จะต้องดีใจถูกไหม?”
จิ่งเหยียนไม่สบายใจอยู่เงียบๆ เห็นความแกร่งของฟางเจิ้งแล้วเธอก็รู้ว่าหลวงจีนรูปนี้ไม่ธรรมดา จึงไม่กล้าดูถูกฟางเจิ้งอีก แน่นอนว่าไม่พูดยั่วยุด้วย
จิ่งเหยียนเงียบ เฉินจิ้งคิดว่าจิ่งเหยียนโกรธและตกใจอยู่ เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากจึงเขยิบเข้าไปใกล้ “จิ่งเหยียน อย่ากลัวเลย ฉันจัดการทุกอย่างเอง”
ทว่าจิ่งเหยียนมองค้อนเฉินจิ้ง นายจัดการเหรอ? เมื่อกี้ถ้าฉันไม่ได้ขว้างรองเท้าไปช่วย ตอนนี้นายกลายเป็นมูลหมาป่าไปแล้ว! ไม่รู้ว่าใครกันนะที่ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย…
จิ่งเหยียนไม่ตอบ แต่แสดงออกมาทางแววตา เฉินจิ้งหน้าแดงพร้อมกับตรึกตรองอย่างรวดเร็ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำในใจจิ่งเหยียนให้เร็วที่สุด! และวิธีเดียวตอนนี้คือเข้าวัด!
ตอนนี้เองเสียงฟางเจิ้งดังแ