เฉินจิ้งกลอกตา “เณรครับ ทำไมถึงหัวแข็งแบบนี้ล่ะ? ตอนนี้มีวัดไหนบ้างที่ไม่อยากให้นักข่าวมาทำข่าวรายงาน? เมื่อสามวันก่อนฉันยังได้รับเชิญจากวัดเมฆาขาวให้ไปทำข่าวพิเศษให้พวกเขาอยู่เลย ส่วนเณรเนี่ย พวกเรามาถึงที่ยังปิดประตูไม่ต้อนรับ ถ้ายังเป็นแบบนี้ จากนี้ไปพวกเราจะไม่รายงานเรื่องวัดนี้อีก ถึงตอนนั้นจะมีคนมาที่นี่น้อยมาก”
“อมิตาภพุทธ พวกโยมไม่ต้องพูดมาก แดนพุทธศาสนาจะเป็นที่สำหรับประลองไม่ได้ วันนี้วัดไม่ต้อนรับแขก ไว้พบกันใหม่” พูดจบฟางเจิ้งก็สะบัดแขนเสื้อ หยิบผ้าไปเช็ดถูอุโบสถ จะอยู่ที่นี่ไม่ได้ อีกฝ่ายพูดจายั่วยวนแบบนี้ เขากลัวว่าตนจะอดใจไม่ไหวตอบรับไปจริงๆ ตอนนั้นนอกจากหักคะแนนที่เป็นเรื่องเล็กแล้ว ยังหักบุญกุศลที่อนาถยิ่งกว่าด้วย! เขามีบุญกุศลแค่สิบหก ไม่พอให้หักแล้ว ถ้าได้เพลิงกรรมชั่วมา จะผ่านช่วงนี้ไปได้ไหม?
เสียงฝีเท้าฟางเจิ้งเดินไกลออกไป พวกคนข้างนอกมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี
“จิ่งเหยียน เธอจัดการกางเกงให้ดีก่อนเถอะ” ไชฟางเห็นจิ่งเหยียนที่เหม่อลอยก็อดพูดเตือนไม่ได้
แต่ผู้ชายคนอื่นๆ กลับเงยหน้าขึ้นสูง ทำทีว่ามองไม่เห็นแต่กลับพยายามชำเลืองตามองสุดชีวิต ทำเหมือนกับว่าคนอื่นเขาจะไม่รู้
จิ่งเหยียนหน้าแดง แต่กระโปรงถูกหมาป่าเดียวดายฉีกลงไป หายไปในวัด อีกทั้งยังชำรุดแล้ว คงสวมใส่ไม่ได้อีก แถมเธอยังไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเผื่อด้วย จึงกลุ้มใจเล็กน้อย
ตอนนี้เองเฉินจิ้งถอดเสื้อตัว