ตมาต้องรับคำที่ไม่เคยพูดล่ะ? โยม พุทธศาสนาเป็นแดนเงียบสงบ อย่าส่งเสียงดัง นอกจากนี้บนเขามีหมาป่า ระวังด้วย”
“มีหมาป่า? ฮ่าๆ…จะขู่ฉันรึไง? คิดว่าฉันไม่เคยเห็นสัตว์มาก่อนเหรอ? ฉันเคยล่าสิงโตที่แอฟริกา ล่าหมีที่รัสเซีย หมาป่าตัวเดียวจะเท่าไรกันเชียว? เณรมีจิตใจไม่บริสุทธิ์ เป็นนักบวชยังอยากมีชื่อเสียง ถึงจะมีหมาป่าก็เป็นหมาป่านิสัยแบบเณรรึเปล่า?” จิ่งเหยียนพูด
ฟางเจิ้งได้ฟังแล้วก็เอาเถอะ เจอกับผู้หญิงไร้เหตุผลจะกวนโมโหไม่ได้ ต้องเลี่ยง!
ฟางเจิ้งก้าวเท้ายาวเข้าไปหลังลาน จากนั้นเตะหมาป่าเดียวดายที่นอนอาบแดดอยู่บนพื้นไปทีหนึ่ง “เจ้าอาวาสวัดแกถูกรังแก นายเป็นผู้ปกปักพุทธศาสนาประสาอะไร? รีบไปทำงาน! ไม่อย่างนั้นไม่ต้องกินข้าวเย็น!”
หมาป่าเดียวดายได้ยินประโยคแรกก็ยังนอนขี้เกียจ แต่พอได้ยินว่าจะไม่ได้กินข้าวดวงตาพลันแดงก่ำ! ฟ้าใหญ่แผ่นดินใหญ่ หมาป่าตัวหนึ่งศึกษาธรรมเพื่ออะไร? ข้อหนึ่งกลัวถูกทุบตี ข้อสองเพื่อคำว่าข้าวหอมฉุยคำนั้น! ใครกล้าไม่ให้มันกินข้าว? มันจะสู้สุดชีวิต!
ตอนนี้เองมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากข้างนอก ขณะเดียวกันเสียงจิ่งเหยียนดังแว่วตามมา “เณรคะ หมาป่าที่บอกล่ะ? หมาป่าล่ะ? ทำไมฉันไม่เห็นเลย เณรให้มันออกมาหน่อยสิ! หึๆ…โกหก ไอ้พวกโกหกพูดจาซี้ซั้ว…”
……………………………
[1]เหยียนเจินชิง ขุนนางเลื่องชื่อสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งยังเป็นอาลักษณ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง