บเณรวัดนี้ นับเวลาแล้วคุณโอวหยางหวาไจใกล้จะมาถึงแล้ว อีกอย่างยังมีสมาคมศิลปะะพู่กันจีนเมืองเฮยซานกับผู้ชื่นชอบศิลปะพู่กันจีนคนอื่นด้วย…”
“ฉันเข้าใจแล้ว เณรคะ เห็นเรื่องใหญ่แล้วกลัวใช่ไหมล่ะ?” ตอนนี้เองจิ่งเหยียนพูดด้วยท่าทางปลิ้นปล้อน
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อมิตาภพุทธ นักบวชไม่โกหก อาตมาไม่รู้จริงๆ ว่ามีการประลองครั้งนี้”
“ไม่รู้? ไม่รู้แล้วให้อู๋ฉางสี่ถ่ายภาพทำไม ไม่ได้จะประกาศให้โลกรู้เหรอ ไม่รู้แล้วให้อู๋ฉางสี่ไปก่อเรื่องที่สมาคมศิลปะะพู่กันจีนเมืองเฮยซานทำไม ไม่รู้แล้วยังกล้ารับเดิมพันหนึ่งล้านเหรอ เณร กล้าทำก็กล้ารับ แบบนั้นจะถือว่าเป็นผู้ชาย ไม่งั้นเณรอย่าเป็นนักบวชเลย ไปดูในวังดีกว่า เขาอาจจะยังรับขันทีนะคะ” จิ่งเหยียนกล่าว
เฉินจิ้งที่เข้ามาด้วยกันพูดเสริม “ขันทีก็ต้องซื่อสัตย์ด้วยถึงจะรับไม่ใช่เหรอ?”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็โกรธในใจ ผู้หญิงตรงหน้าสวยสาว แต่ทำไมถึงพูดจาร้ายแบบนี้? เขาไปหาเรื่องใครรึเปล่า? ทำไมเธอถึงเพ่งเป้ามาที่เขา? มิหนำซ้ำเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ! ความคับแค้นใจอัดแน่นท้องไปหมด ฟางเจิ้งก็โกรธแล้วเหมือนกันจึงสวดไปบทหนึ่ง “อมิตาภพุทธ พวกโยม ถ้าจะจุดธูปขอพรก็เชิญด้านใน ถ้าไม่มีอะไรอาตมาขอตัว”
พูดจบฟางเจิ้งก็หมุนตัวเดินไป! ใครจะสนใจพวกแกกัน อาตมาไม่อยู่ด้วยแล้ว!
“หยุด! เณรเป็นคนพูดเองนะ หรือว่าพูดจาไร้สาระ?” จิ่งเหยียนต่อว่าด้วยความโกรธ
ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว โบกมือให้ “ทำไมอา