พื่อรอส่งอีกฝ่าย หลังได้ฟังเรื่องของอู๋ฉางสี่ โหวจื่อก็ตบๆ อีกฝ่าย “พี่ใหญ่ นายอย่ารีบร้อนน่า พวกเขาไม่เชื่อภาพ นายก็ให้ไต้ซือเขียนส่งไปสิ! ส่วนเรื่องตกงานก็ช่างเถอะ พี่ชายฉันขาดคนพอดีนายช่วยฉันหน่อยได้ อ้อ ใช่ แล้วถ้าหาในเมืองไม่ได้ นายลองไปดูเมืองอื่นสิ…”
“ไม่ต่างอะไรกันหรอก ไม่ต่างกันหรอก!” อู๋ฉางสี่เมาจนตาพร่ามัว หลับตาพูดพึมพำ
โหวจื่อก็จนปัญญา ตอนนี้พูดอะไรไปอีกฝ่ายก็ไม่รู้เรื่อง จึงดื่มไปอีกสองสามแก้วแล้วปลุกอู๋ฉางสี่ ส่งเขากลับบ้าน
วันที่สองอู๋ฉางสี่ยังคงกลัดกลุ้ม โหวจื่อพูดโน้มน้าวต่อว่าให้ไปในมณฑลไปเมืองหลวงอะไรพวกนี้ แต่ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เองหลูเสียวอ่าพูดขึ้นอย่างรำคาญ “พวกนายเป็นหมูรึไง? พวกเขาไม่เชื่อก็เดิมพันกับพวกเขาสิ! เดิมพันสักล้านหนึ่ง ถ้าไม่ยอมก็ขึ้นเขา!”
ปัง!
อู๋ฉางสี่ตบโต๊ะยืนขึ้น ถามว่า “เธอว่าไงนะ?!”
หลูเสียวอ่าตกใจสะดุ้ง ตอบด้วยเสียงอ่อย “ฉะ…ฉันก็พูดๆ ไปอย่างนั้นแหละ”
โหวจื่อหัวเราะ “เธอพูดไปอย่างนั้น แต่บางทีอาจได้ผลจริงๆ ก็ได้นะ! ถ้าส่งเสริมให้เป็นการประลองได้จะเป็นโอกาสสร้างชื่อให้ไต้ซือด้วย ส่วนเหล่าอู๋ก็มีโอกาสสร้างชื่อ แถมยังได้กำไรอีก!”
อู๋ฉางสี่พยักหน้า “ใช่ เอา! แต่ว่าเงินนี่ต้องรออีกสักระยะ…”
“ไม่ต้อง ฉันออกเงินให้เอง!” โหวจื่อตบหน้าอก เรื่องมั่นใจแบบนี้ได้กำไรอย่างแน่นอนไม่ขาดทุน ถ้าไม่ได้กำไรก็จะไม่ทำ!
อู๋ฉางสี่ดีใจใหญ่รีบพุ่งออกไป ครั้งนี้เขาไ