ะไรทั้งนั้น ถ้าหลอกแม้แต่นิดขอให้ฟ้าผ่า! วัดนี่อยู่บนเขาเอกดรรชนี! ใครไม่เชื่อก็ไปดูเอง!”
“ขี้โม้ล่ะมั้ง?”
“เขาเอกดรรชนี? นั่นมันที่ไหนกัน?”
“ค้นดูแล้วเป็นภูเขาเล็กนะ ข้างบนยังมีคนอีกเหรอ?”
“จะสร้างกระแสรึไง?”
………
อู๋ฉางสีโกรธแล้ว “ถ้าเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ”
ส่วนนักเขียนพู่กันจีนเหล่านั้นเดาว่าส่วนใหญ่ไม่เห็น ถึงอย่างไรอู๋ฉางสีก็ตัวเล็กจ้อยเกินไป ต่อให้เห็นก็คิดว่าเป็นของตัดต่อ
กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านพู่กันจีนในเมืองนี้หรือโอวหยางหวาไจยังถามกลับอย่างไม่เกรงใจว่า “คงทำเพื่อได้รับการยกย่องเชื่อถือล่ะสิ ใช้มือเท้าเขียนบนหิมะเนี่ยนะ? เป็นการทำให้ลูกศิษย์คนอื่นไขว้เขวได้ ภาพของนายมันห่วยที่สุด! เขียนบนกระดาษให้เข้าใจก่อนค่อยว่าอีกทีเถอะ!”
อู๋ฉางสีโกรธแทบตาย ตอบกลับไปว่า “คุณโอวหยาง คุณจะไม่เชื่อก็ได้ จะขอหลักฐานก็ได้ แต่ไม่ควรดูถูกคนอื่น!”
โหวหยางหวาไจย้อนถาม “หึ! นายคู่ควรรึไง?!”
อู๋ฉางสีโกรธจนแทบกระอักเลือด
พอมาถึงเมืองเฮยซาน อู๋ฉางสี่ตรงไปที่สมาคมศิลปะพู่กันจีน แต่มาเจอกับโอวหยางหวาไจที่กำลังดื่มชาอยู่ในสมาคม! โอวหยางหวาไจกวาดสายตามองภาพในมืออู๋ฉางสีแวบหนึ่งจากนั้นก็โยนทิ้งไป เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “อวดดีหลอกคนอื่นเขาไปทั่ว!”
…………………………………….