ุ่นวาย”
“แกเป็นใครกันแน่?” หานเซี่ยวกั๋วมองฟางเจิ้งอย่างระแวง
“อมิตพุทธ อาตมาฟางเจิ้ง เจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี” ฟางเจิ้งตอบ
หานเซี่ยวกั๋วกำปืนในมือแน่น จิตใจถึงสงบลง คิดในใจว่า ‘หลวงจีนนี่ผิดปกติ แต่ต่อให้ผิดปกติกว่านี้ก็มีแค่คนเดียว! ต่อให้มีวิทยายุทธ์ก็ไม่มีทางเร็วกว่าปืนหรอก และก็ไม่มีทางคงกระพัน!’
คิดได้ดังนั้นหานเซี่ยวกั๋วก็กล้าหาญขึ้นมาอีกครั้ง ใช้ปืนชี้หัวฟางเจิ้งพลางตะคอกอย่างเฉยชา “อย่าพูดไร้สาระ! พาฉันไปกินข้าว!”
ฟางเจิ้งพยักหน้า จากนั้นหานเซี่ยวกั๋วก็เห็นว่าเจ้าหลวงจีนโง่นี่ไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย ยังคงเดินไปแบบเดิม! ปืนเขายังจี้หัวอีกฝ่าย จะให้เกียรติปืนเขาบ้างไม่ได้เรอะ? กลัวหน่อยไม่ได้รึไง?
ฟางเจิ้งเข้าไปในห้องครัว เปิดฝาหม้อ ควันขาวลอยฟุ้ง กลิ่นหอมตลบอบอวล!
จ๊อกๆ…
ฟางเจิ้งกับหานเซี่ยวกั๋วท้องร้องอีกครั้ง
หานเซี่ยวกั๋วดวงตาแดงก่ำแล้ว “นี่มันข้าวอะไร? ทำไมหอมแบบนี้? หืม? ข้าวสวยมาก!”
ฟางเจิ้งไม่สนใจ แต่หยิบชามใหญ่มาก่อนตักข้าวอย่างรวดเร็ว
หานเซี่ยวกั๋วเห็นฟางเจิ้งวางตัวแบบนี้จึงยิ้มเป็นครั้งแรก “เณร ก็พอใช้…นี่แก! นั่นข้าวฉันนะ!” ยังไม่ทันพูดชมจบฟางเจิ้งก็นั่งลงบนฐานวางเครื่องครัวก่อนเริ่มกิน!
หานเซี่ยวกั๋วตะโกน แต่ฟางเจิ้งกลับไม่หยุด ซ้ำยังกินเร็วกว่าเดิม!
หานเซี่ยวกั๋วใช้ปืนจี้หัวฟางเจิ้งพลางด่าทอ ทว่าฟางเจิ้งหมุนตัวหนี! มองข้ามปืนเขาอีกครั้ง!
หานเซี่ยวกั๋วโกรธจริงๆ แล้ว จ