ารฝึกฝนหนึ่งเดือนทำให้ฟางเจิ้งเข้าใจหลักการมากขึ้น เขาคือคนแห่งแดนสนธยา เขาคือเจ้าอาวาสวัด จึงต้องทำตามพิธีบางอย่าง จะปฏิบัติตนเป็นคนทั่วไปไม่ได้
หยางหวาอึ้งไป เห็นได้ว่าไม่ค่อยชินกับคำพูดฟางเจิ้ง แต่ก็ตั้งสติกลับมาก่อนเอ่ยเสียงดัง “ฟางเจิ้ง!”
ฟางเจิ้งตกใจจนตัวสั่น คิดว่าจะลงมือดีหรือเปล่า? พายุคลั่งหนนี้มาเร็วเกินไปรึเปล่า? นี่จะใช่ความสงบก่อนพายุฝนคลั่งรึเปล่า? เขายังไม่ทันเตรียมใจถูกทุบตีเลย!
แต่ว่าหยางหวากางสองแขนออกกอดฟางเจิ้งไว้ในอ้อมอก หัวเราะเสียงดัง “ฟางเจิ้ง มีแล้วล่ะ! จุดประทัดดอกเดียวดังสองครั้ง สอง!”
ฟางเจิ้งงุนงง นี่มันอะไร มีอะไร? ผู้ชายอย่างเราๆ จะมีอะไร? จะรื้อวัดก็ช่างเถอะ ยังต้องจุดประทัดอะไรอีก? แล้วดังสองครั้งเหรอ?
ตอนนี้เองตู้เหมยออกมาแล้ว น้องสะใภ้หลิวเยี่ยประคองมา ตู้เหมยที่แข็งแรงมาตลอดเปล่งแสงสว่างของมารดา ไม่มีความฉุนเฉียว ยิ้มอย่างมีความสุขพลางพูดขึ้น “เจ้าเด็กเหม็นโฉ่ว วัดแกนี่มีอิทธิฤทธิ์จริงๆ! แค่มาไหว้ กลับไปพยายามหน่อยก็มีแล้ว!”
ฟางเจิ้งเพิ่งจะเข้าใจ จุดประทัดนัดเดียวดังสองครั้งไม่ใช่จะระเบิดที่นี่ แต่หมายถึงมีลูก!
ฟางเจิ้งพลันถอนหายใจโล่งอก มาดไต้ซือกลับมา กล่าวตอบอย่างสงบนิ่ง “ยินดีด้วยนะโยมตู้…”
เพียะ!
ฟางเจิ้งก้มหน้าลง ถูกฝ่ามือใหญ่ตบจนหนังหัวแดง!
ฟางเจิ้งคิดในใจอย่างขมขื่น ‘ท้องแล้ว ทำไมมือยังหนักขนาดนี้นะ…’
“โยมบ้าโยมบออะไร เรียกน้า! ฟังแล้วดู