เปลี่ยนคำพูดใหม่ “นี่คือข้าวที่อาตมาปลูกเอง”
“เฮอะๆ…เจ้าเด็กนี่ หัดใช้คำพูดนักบวชแล้วเรอะ ดี ตอนนี้แกเป็นเจ้าอาวาส ต้องทำแบบนี้เป็นธรรมดา นั่นอะไรน่ะ ตักข้าวใส่ชามมาให้อาซิ อาจะลองชิมดูหน่อย” หวังโอ้วกุ้ยหัวเราะ
หวังโอ้วกุ้ยพูดจบก็วางมาดรอกิน
หยางผิงรีบพูดขึ้น “ฉันด้วย ฉันก็จะกินด้วย! อ่อ ให้อาถานชามนึงด้วย!”
สามคนนี้มองฟางเจิ้งด้วยแววตาลุกโชน ช่วยไม่ได้ กลิ่นข้าวหอมแบบนี้มันยั่วยวนจริงๆ หอมจนน้ำลายไหล ปั่นป่วนท้องไปหมด ถ้าไม่กินคงอึดอัดใจจนต้องลนลาน
แต่ว่าฟางเจิ้งกลับส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ได้”
“อะไรนะ?” หวังโอ้วกุ้ยร้อนรนแล้ว ซ้ำยังกล่าวต่อ “ฟางเจิ้ง พวกเราเป็นญาติกันไม่ใช่เรอะ? ตอนแกเข้าเรียนยังเคยกินข้าวในบ้านพวกเราเลยไม่ใช่เหรอ? ข้าวชามใหญ่ขนาดนี้แกยังกินไปไม่น้อย ตอนนี้ฉันขอกินข้าวชามเดียวก็ไม่ได้รึไง?”
หยางผิงเองก็ไม่สบายตัวเหมือนกัน จึงแค่นเสียงหึหึ “ฉันไม่ได้กินไม่เป็นไร แต่ตอนนั้นอาถานช่วยนายไว้เยอะ ให้กินข้าวชามเดียวจะเป็นอะไร?”
ฟางเจิ้งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วชี้ไปยังวัดพลางพูดขึ้น “ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อน ดูวัดอาตมาก่อน ต่างกับวัดอื่นยังไง?”
หยางผิงมองอยู่นานก็ไม่เห็นอะไร จึงส่ายหน้า “ไม่เห็นมีอะไรต่างเลย หรือไม่ได้นับถือพระพุทธเหรอ?”
ถานจวี่กั๋วพลันเอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กนี่ ตอนแรกคิดว่าไปเรียนแล้วจะมีความลื่นไหลเอาบ้าง ทำไมถึงยังหัวแข็งเหมือนกับหลวงจีนหนึ่งนิ้วกันนะ? เรียนเสี