ยเปล่าจริงๆ…” ถึงถานจวี่กั๋วกำลังต่อว่า แต่กลับยิ้มไปด้วย ดูแล้วไม่ได้โกรธอะไร
“อาถานพูดอะไรผมไม่เข้าใจ?” หยางผิงสงสัย
ถานจวี่กั๋วตอบ “วัดนี้เป็นวัดเล็ก พระเวทโพธิสัตว์ตรงปากประตูอุโบสถใช้สองมือจับคทาสยบมาร นั่นบอกพวกเราว่าวัดนี้เล็กเกินไป ไม่ดูแลเรื่องอาหารและที่พัก นี่คือกฎ เขาฝ่าฝืนกฎไม่ได้ ตอนนั้นหลวงจีนหนึ่งนิ้วก็ปฏิเสธทุกคนที่จะมาพัก เลยทำให้คนไม่พอใจไม่น้อยเลยล่ะ”
หวังโอ้วกุ้ยได้ยินดังนั้นก็พูดจากใจจริง “ฟางเจิ้ง เป็นคนมีหลักการมันก็สำคัญ แต่จะต้องพลิกแพลงกันบ้าง แกจะพัฒนาวัด ตอนนี้จำเป็นต้องพลิกแพลงเรื่องสังคมนะ”
ฟางเจิ้งประนมมือโค้งตัวคารวะพร้อมพูดขึ้น “อมิตพุทธ ขอบคุณอาหวังที่สั่งสอน แต่ว่า ในเมื่ออาตมาบวชเป็นนักบวชแล้วก็ควรจะปฏิบัติตามกฎ จะไปเกินเลยตามอำเภอใจได้ยังไง?”
หยางผิงพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด “พูดอะไรมากมาย ยังไงก็ไม่ให้กินใช่ไหมล่ะ? ถ้าไม่ให้ฉันกิน ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!” หยางผิงหิวจริงๆ แล้ว ไม่ได้กินข้าวแต่เช้าก็ต้องปีนเขา ตอนนี้ได้กลิ่นหอมโชยขนาดนี้ หนอนตะกละในท้องใกล้จะก่อกบฏ ยึดสมองเขาไปแล้ว
หวังโอ้วกุ้ยมองฟางเจิ้งอย่างประจบ ถานจวี่กั๋วเงียบ ความหมายชัดเจนมากคือเขาอยากกิน!
ฟางเจิ้งหัวเราะแห้งๆ ก่อนถามระบบในใจ ‘จะทดแทนบุญคุณในอดีตตอนนี้ได้ไหม?’
“วันอื่นเป็นเหตุ วันนี้เป็นผล ไม่ทดแทนก็ยังมีเหตุและผล ทดแทนก็ตัดเหตุและผล”
ฟางเจิ้งเข้าใจแจ่มชัด ยิ้มเล็กน้อย “ในเมื่อ